มนุษย์เงินเดือนเฮลั่น–สรรพากร-เตรียมจัดแพกเกจชุดใหญ่แบ่งเบาภาระภาษี

มนุษย์เงินเดือนเฮลั่น! “สรรพากร” ต่ออายุภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 7 ขั้นต่ออีก 1 ปี พร้อมเสนอโครงสร้างภาษีมนุษย์เงินเดือนใหม่ให้ “ขุนคลัง” พิจารณา เล็งเพิ่มลดหย่อนเป็น 1 แสนบาท จากเดิม 6 หมื่นบาท และจะทำให้ผู้มีรายได้มากกว่า 2 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท จะไม่มีภาระภาษีต้องเสียภาษี คาดสรุปได้ในไตรมาสแรกปีนี้ Advertisement นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ปรับลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาแบบ 7 ระดับขั้น ต่อไปอีก 1 ปีนั้น เป็นการใช้บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ปรับปรุงเมื่อปี 2556 ต่อไปอีก 1 ปี จากเดิมที่สิ้นสุดในปี 2558 เป็นสิ้นสุดสําหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี 2559 ที่ต้องยื่นเสียภาษีปี 2560 เนื่องจากรัฐบาลมีความจําเป็นในการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ เพื่อให้สอดคล้องต่อสภาวะทางเศรษฐกิจ และค่าครองชีพในปัจจุบัน ทั้งนี้ บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะใช้ต่อไปจนถึงปี 2559 ประกอบด้วย เงินได้สุทธิ 0-300,000 บาท เสียภาษี 5%, เงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10%, เงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี 15%, เงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20%, เงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษี 25%, เงินได้สุทธิ 2,000,001-4,000,000 บาท เสียภาษี 30% และเงินได้สุทธิ 4,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 35% รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้กรมสรรพากรได้เสนอการศึกษาโครงสร้างภาษีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ให้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงค์ รมว.คลัง พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยล่าสุด จะเพิ่มหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจาก 6 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท และไม่มีการตัดทิ้งค่าลดหย่อนต่างๆ โดยกรมจะเสียรายได้เป็นหลักหมื่นล้านบาท แต่จะทำให้คนมีรายได้น้อยมีภาระภาษีลดลง โดยการปรับภาษีจะมีผลวันที่ 1 ม.ค.2560 ที่จะต้องยื่นแบบวันที่ 1 ม.ค.2561 อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเสนอโครงสร้างภาษีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในไตรมาสแรกปีนี้ เบื้องต้น สาระสำคัญการลดภาษีบุคคลธรรมดาจะทำให้ผู้เสียภาษีมีภาระลดลง มีความสุขในชีวิตมากขึ้น จะมีทั้งการลดอัตราภาษี การเพิ่มหักค่าใช้จ่ายเหมารวม และการพิจารณาค่าหักลดหย่อนต่างๆ โดยจะมีเพดานกำหนดว่าหักลดหย่อนรวมได้ไม่เกินเท่าไร รวมทั้งเมื่อปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาใหม่แล้วจะทำให้ผู้มีรายได้มากกว่า 2 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท จะไม่มีภาระภาษีต้องเสียภาษี นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า การปฏิรูปภาษีในส่วนของการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างนั้น ได้เสนอให้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นชอบแล้ว โดยทาง รมว.คลัง ได้ให้มีการแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อย คาดว่ากรมสรรพากรจะใช้เวลาแก้ไขเล็กน้อย และจะส่งให้กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.เห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ การปรับโครงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะทำให้ผู้มีรายได้ปานกลางมีภาระภาษีลดลง จะมีการปรับแก้ไขให้สอดคล้องต่อความเป็นจริงมากขึ้น ในส่วนของการหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนในส่วนของภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างก็ได้มีการปรับให้ไม่เป็นภาระต่อผู้ที่มีบ้านอยู่อาศัย และทำการเกษตรเพื่อดำรงชีพจนมากเกินไป

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :คลิก!!27-2-2559 19-45-20

“ดาว์พงษ์” ลั่นฟ้องแบงก์แน่ถ้าไม่คืน 2.1 พันล.พร้อมดอก 7.5% เดินหน้าทวง 800 ล.จาก บ.หนองคายน่าอยู่ฯ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รายงานผลการลงพื้นที่ไปตรวจสอบการดำเนินการของบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ที่ จ.หนองคาย หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนคดีบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ ขายหุ้นให้คณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ของ สกสค.เพื่อลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนกับบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ จำนวน 32 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 25 บาท รวม 800 ล้านบาท สูงกว่าราคาพาร์ที่กำหนดไว้เพียงหุ้นละ 10 บาท ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย สกสค.ได้ลงไปดูข้อมูลว่าบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ มีการดำเนินกิจการจริงหรือไม่ รวมถึง กรณีโยงไปถึงประเทศญี่ปุ่น การใช้เครื่องมือ แต่ที่ สกสค.ขอหลักฐานเพิ่มเติมคือบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ บอกว่าจะขายไฟฟ้า ยืนยันว่าไม่ยอมเสียเงิน 800 ล้านบาทไปเปล่าๆ แน่นอน

พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มอบอำนาจให้ สกสค.ฟ้องแพ่งธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อให้คืนเงิน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยให้ สกสค.เนื่องจากตรวจสอบพบว่าการอนุมัติเบิกถอนเงินของ สกสค.และปิดบัญชีไม่ถูกต้อง โดย สกสค.ได้ส่งหนังสือแจ้งธนาคารตามขั้นตอน ให้ธนาคารมาชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับแต่วันที่เบิกถอนเงิน คืนให้ สกสค.ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น นายพินิจศักดิ์ยังไม่ได้รายงาน โดยเรื่องนี้มีแนวทางแก้ปัญหาอยู่ 2 ทาง คือ ถ้าคุยรู้เรื่อง ก็คือรู้เรื่อง แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ก็ดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้นเอง

…………………………………………………………………………………………….27-2-2559 19-36-44

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/49964

 

การปลูกมะนาว การปลูกมะนาวในน้ำ การปลูกมะนาวกระถาง

การปลูกมะนาว การปลูกมะนาวในน้ำ การปลูกมะนาวกระถาง

การปลูกมะนาว การเพาะปลูก การปลูกมะนาว

พันธุ์มะนาวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และปลูกกันในประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่

1. มะนาวหนัง ผลอ่อนมีลักษณะกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้างเล็กน้อย ด้านหัวมีจุกเล็ก ๆ มีเปลือกค่อนข้างหนา จึงทำให้เก็บรักษาผลไว้ได้นาน

2. มะนาวไข่ มีขนาดและลักษณะคล้ายมะนาวหนังเกือบทุกอย่าง ผลอ่อนมีลักษณะกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมมนเป็นส่วนมาก เปลือกบาง ผลโตกว่ามะนาวหนัง

3. มะนาวแป้น เป็นมะนาวที่สามารถให้ดอกออกผลตลอดปี ผลมีขนาดกลาง ทรงผลแป้น เปลือกบาง มีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์แป้นรำไพ แป้นทราย เป็นต้น

 

การเตรียมพื้นที่ปลูก

1. พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินใหัมีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร

2. พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขื้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิต ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าต้องการจะปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดี มี ผลดกและคุณภาพดี ก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ที่อยูใกล้แหล่งน้ำ
วิธีการปลูก

1. ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน

2. ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร

3. ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกันในหลุมให้ สูงประมาญ 2 ใน 3 ของหลุม

4. ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย

5. ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและขวา)

6. ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก

7. กลบดินที่เหลือลงในหลุม

8. กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น

9. ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก

10. หาวัสถุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง

11. รดน้ำให้โชก

12. ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด

การปฏิบัติดูแลรักษา

1. การให้น้ำ

ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา วัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น ควรเริ่มงดให้น้ำ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม เป็นต้นไป จนถึงช่วงออกดอกเพื่อให้มะนาวสะสม อาหารให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ปกติมะนาวจะออกดอก เดือนเมษายน-พฤษภาคม หลังจากมะนาวออกดอก และกำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล

2. การใส่ปุ๋ย

2.1 หลังจากมะนาวอายุได้ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก ประมาณต้นละ 0.5 กิโลกรัม กรณีใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจาก พรวนดินกำจัดวัชพืชแล้ว โดยใส่บริเวญรอบทรงพุ่ม แล้วก็ให้น้ำตามเพื่อ ให้ปุ๋ยละลาย

2.2 เมื่อมะนาวอายุ 1 ปี ให้ใส่ปุ๋ยตราบัวทิพย์ สูตร 2 ประมาณ ต้นละ 300 กรัม และเมื่อมะนาวอายุ 2 ปี ก็เพิ่มปริมาญปุ๋ยโดยใส่ปีละ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ขี้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ ของตน และเมื่อมะนาวอายุย่างเข้าปีที่ 3 ก็จะเริ่มให้ผลผลิต

2.3 ช่วงระยะก่อนออกดอกประมาณ 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะที่ยังไม่ออกดอก ในระยะเร่งการออกดอก ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ปริมาณที่ใช้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นพืช โดยใส่ในปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น

เกษียณแล้วได้อะไรบ้าง?

เกษียณแล้วได้อะไรบ้าง?

1)- ไม่เป็นสมาชิก กบข.
ก): กรณีรับบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการ(รวมอายุราชการทวีคูณ)
กรณีนี้จะได้รับเงินก้อนเดียว
สิทธิต่าง ๆ ระงับไป ยกเว้นการขอพระราชทานเพลิงศพ
ข): กรณีรับบำนาญ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ เกิน 6 เดือนนับเป็น 1 ปี) หาร 50
กรณีนี้จะได้รับเงินทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต และยังมีสิทธิได้รับ
1. ค่ารักษาพยาบาลของตนเอง คู่สมรสและบิดามารดา บุตรที่ไร้ความสามารถ ยกเว้นบุตรปกติที่อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
2. ค่าเล่าเรียนบุตร เบิกได้ถึงอายุ 25 ปีบริบูรณ์
3. บำเหน็จดำรงชีพ = เงินบำนาญ x 15 เท่า
เมื่อเกษียณได้รับเลย 200,000.-฿
เมื่ออายุครบ 65 ปีขอรับได้อีก 400,000.-฿ รวม 2 ครั้งไม่เกิน 600,000.-฿ แต่ทั้งหมดนี้ไม่เกิน 15 เท่าของเงินบำนาญ
4. เงินช่วยพิเศษ (ถึงแก่กรรม) = เงินบำนาญ x 3 เท่า
มอบให้กับผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนาหรือทายาทตามกฎหมาย
5. เงินบำเหน็จตกทอด (ถึงแก่กรรม) = เงินบำนาญ x 30 เท่า – เงินบำเหน็จดำรงชีพที่เบิกไปแล้ว
มอบให้กับทายาทตามกฎหมายหรือผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนา (กรณีที่ไม่มีทายาท)
และถ้าไม่มีผู้รับให้สิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นอันยุติลง

2)- เป็นสมาชิก กบข.
ก): กรณีรับบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย (เศษเดือนเศษวันเป็นจุดทศนิยม x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ)
กรณีนี้จะได้รับเงินก้อนเดียว
สิทธิต่าง ๆ ระงับไป ยกเว้นการขอพระราชทานเพลิงศพ
ข): กรณีรับบำนาญ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ เป็นจุดทศนิยม) หารด้วย 50
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือน
กรณีนี้จะได้รับเงินทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต และยังมีสิทธิได้รับสิทธิต่าง ๆ เหมือนกับบำนาญปกติ

สมาชิก กบข.แบบ ก.,ข. ยังได้รับเงิน
1. เงินสะสม + ผลประโยชน์
2. เงินประเดิม + ผลประโยชน์
3. เงินชดเชย + ผลประโยชน์
4. เงินสมทบ + ผลประโยชน์
ส่วนผู้ที่ลาออกจาก กบข.จะได้เงินสะสมของตนเองคืน

3)- เงินต่าง ๆ ที่สมัครเป็นสมาชิก
ก): เงินฌาปนกิจสงเคราะห์
ข): เงินผลประโยชน์จากหุ้นสหกรณ์
ค): เงินประกันชีวิตและเงินช่วยเหลือจากสหกรณ์
กรณีผู้รับบำนาญตายผู้ที่ได้รับคือผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนาหรือทายาทตามกฎหมาย

หมายเหตุ
ทายาทตามกฎหมายได้แก่
1. บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับคนละ 1 ส่วน
2. สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับ 1 ส่วน
3. บิดามารดาหรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ ได้รับ 1 ส่วน

): ประกาศราชการทวีคูณ
– ช่วงที่ 1 วันที่ 19 ก.ย.49 – 26 ม.ค.50 = 4 เดือน 11 วัน
– ช่วงที่ 2 วันที่ 20 พ.ค.57 – 1 เม.ย.58 = 11 เดือน 7 วัน
รวม 2 ช่วง = 15 เดือน 18 วัน

เด็กเอเชียแปซิฟิกหลุดระบบการศึกษากว่า17ล้านคน

เด็กเอเชียแปซิฟิกหลุดระบบการศึกษากว่า17ล้านคน 
„วันนี้(24ก.พ.)ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี องค์การยูเนสโกร่วมกับองค์การยูนิเซฟ และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) จัดการประชุมเรื่อง “นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาแห่งเอเชีย” เดินหน้าโรดแม็พแห่งเอเชียพาเด็กนอกระบบ 18 ล้านคน คืนสู่ระบบการศึกษา” โดย นายอิชิโร มิยาซาวา ผู้เชี่ยวชาญด้านการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์การยูเนสโกกล่าวว่า เด็กในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีจำนวน337ล้านคนที่อยู่ในโรงเรียน แต่มีจำนวน5%หรือ 17.3 ล้านคน ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามีมาตลอด 50 ปี ซึ่งสาเหตุหลักที่พบคือไม่มีการวางนโยบายที่ชัดเจน ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา  นอกจากนี้ยังพบว่าประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกล้วนลงทุนเรื่องการศึกษาโดยจัดสรรงบประมาณถึง46%ให้แก่การศึกษา แต่กลับไม่ไปถึงเด็กยากจน มีเด็กที่ได้ประโยชน์จากระบบการศึกษาที่ดีขึ้นเพียงบางกลุ่ม หรือแค่ 10% เท่านั้น จึงถึงเวลาที่ต้องมีนวัตกรรมใหม่ในการจัดการปัญหา ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรมช.ศึกษาธิการ กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ นวัตกรรมทางการเงินเพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาว่า เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข จากข้อมูลขององค์การยูเนสโก ปี 2556 พบว่า มีเด็กวัยประถมศึกษาที่หลุดจากระบบถึงเกือบ 300,000 คน ซึ่งจะส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1-3% ของจีดีพีในทุกปี และยังส่งผลสำคัญให้ประเทศไม่สามารถหลุดจากกับดักประเทศรายได้ขั้นกลางไปอีกอย่างน้อย 25-30 ปี “ความสูญเสียนี้รัฐบาลต้องมีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน โดยการทำ 2 มาตรการที่สำคัญ คือ 1.การจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อติดตามเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคลแบบ Real-time เพื่อให้เกิดการจัดสรรงบประมาณและการวางมาตรการที่มีประสิทธิภาพด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพราะปัจจุบันมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำแก่เด็กเยาวชนด้อยโอกาสไม่ตรงประเด็นปัญหา ส่วนใหญ่ไปไม่ถึงตัวเด็กเยาวชนที่ยากจนอย่างแท้จริง และยังพบว่าจังหวัดที่ยากจนได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาน้อยกว่าจังหวัดอื่น ๆ มากกว่า 2 เท่า  2.การมีนวัตกรรมการคลังเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา ด้วยการตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อขจัดปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาด้วยภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด”ดร.วรากรณ์กล่าว ดร.นิโคลัส เบอร์เนตต์ นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา อดีตผู้บริหารระดับสูงของยูเนสโกและธนาคารโลก กล่าวได้ถึงเหตุผลที่ต้องมีการจัดทำนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาครั้งใหม่ว่า เนื่องจากปี 2007-2013 อัตราการลดจำนวนเด็กนอกระบบการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ในระดับคงที่เกือบทศวรรษติดต่อกัน ทำให้เด็กจำนวนกว่า 124 ล้านคน ยังประสบปัญหาที่เสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา เช่น ความยากจน ความพิการ ความห่างไกล เป็นต้น หากเด็กกลุ่มดังกล่าวมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นก็จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม โดยพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มีค่าการสูญเสียอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 1-4% โดยประเทศไทยมีระดับของการสูญเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ที่ราว 1-3% ของ GDP สำหรับดัชนีชี้วัดเชิงบวกด้านสังคมจากกรณีศึกษาในประเทศโคลัมเบียปี 2015 พบว่า หากดึงเด็กกลุ่มนี้คืนสู่ระบบเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ 1) อัตราการเกิดลงลด 2.5% 2) อัตราการเสียชีวิตในทารกลดลง 27% 3) อัตราความยากจนเฉลี่ยต่อคนลดลง 11% และ 4) อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง 25% ส่วน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า จากประสบการณ์ 5 ปี ที่สสค.ขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงระบบและการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ใน15จังหวัดเพื่อให้ทราบปัญหาและความต้องการการศึกษา สสค.มีมาตรการหลัก 5 ข้อในการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษในประเทศไทย ได้แก่ 1) การใช้ระบบสารสนเทศ เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อส่งต่อข้อมูลผู้เรียน และความต้องการในพื้นที่ เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2) การจัดสรรงบประมาณที่ตรงตามความต้องการของผู้เรียนผ่านงานวิจัยระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและความต้องการของผู้เรียนตามสภาพความจริงที่ทำร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 3) มาตรการติดตามเฝ้าระวังรายกรณีเพื่อลดอัตราเสี่ยงการหลุดออกนอกระบบการศึกษา 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งภาคการศึกษาและนอกภาคการศึกษา เพราะเด็กนอกระบบต้องเชื่อมโยงความร่วมมือมากกว่ารั้วโรงเรียน เช่น พัฒนาสังคม สาธารณสุข รวมถึงภาคเอกชน และ 5) นโยบายเชิงประจักษ์สำหรับแก้ปัญหาเด็กกลุ่มนอกระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าการร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เป้าหมายการศึกษาข้อ 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำเร็จได้ภายในปี 2030“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/381783

การขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ/เชี่ยวชาญ ของผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์

การขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ/เชี่ยวชาญ ของผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์

ดาวน์โหลด คลิกที่นี่

ประหลาด! หญิงจีนร้องไห้เป็นก้อนหินแทนน้ำตามา 7 ปี โอดโดนมองว่าบ้า หันพึ่งสื่อช่วย

เว็บไซต์ มิร์เรอร์ ของอังกฤษนำเสนอเรื่องราวนาง ติง อ้ายหัว จากหมู่บ้านลู่ฟาง มณฑลซานตงของจีนซึ่งเป็นโรคประหลาดน้ำตาเป็นก้อนหินมานาน 7 ปี และต้องหันมาพึ่งสื่อช่วย หลังแพทย์ไม่ทำการรักษาอย่างจริงจัง

 

 

นางติง รู้สึกปวดตาเมื่อ 7 ปีก่อน และนายเหลียง ซินชุน สามีของเธอถึงกับช็อกเมื่อเจอก้อนหินอยู่ในเปลือกตาของภรรยา ตั้งแต่นั้นมาเมื่อภรรยาร้องไห้หรือหลั่งน้ำตาก็แข็งเป็นก้อนหินมาตลอด

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปโรงพยาบาล ก็ไม่มีแพทย์คนไหนสามารถอธิบายได้เกี่ยวกับโรคประหลาดนี้ รวมทั้งได้รับการปฏิบัติราวกับตนและภรรยามีปัญหาทางจิต เป็นโรคประสาท

 

 

นายเหลียง ระบุว่า ตนได้พาภรรยาเดินทางไปรักษาทั่วประเทศ แต่มักโดนปฏิเสธกลับมา และยืนยันเรื่องที่เกิดขึ้นกับภรรยาเป็นความจริง

 

โดยเมื่อนำก้อนหินออก ภรรยามีอาการดีขึ้น ไม่ปวดตา ส่วนสุขภาพด้านอื่นๆก็แข็งแรงดี แต่แล้วก็เจอก้อนหินอีก และนำออกยากมาก ต้องใช้สายไฟเล็กๆช่วยเกี่ยวออก

 

ทั้งนี้หลังจากโดนปฏิเสธการรักษามาบ่อย  นายเหลียงจึงหันมาพึ่งสื่อแทนที่จะไปโรงพยาบาล โดยนำก้อนหินออกเบ้าของภรรยาต่อหน้าสื่อ  รวมทั้งโชว์หินก้อนเล็กๆราว 10 ก้อนที่เจ้าตัวระบุว่านำออกจากเบ้าตาของภรรยาให้ดูด้วย หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวก็ช่วยพานายเหลียง และนางติง ไปโรงพยาบาล ซึ่งเรื่องดังกล่าวกลายเป็นกำลังประเด็นในสังคมจีนขณะนี้

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1456233885

มาทำแจ่วฮ้อนกินกันเถอะ

หนาวแล้วใกล้ปีใหม่ด้วย มาทำแจ่วฮ้อนกินกันเถอะเรา….

แจ่วฮ้อน  เป็นอาหารอีสานซึ่งผมคิดว่าเกิดขึ้นได้ไม่นานมานี้เอง จากการสันนิสฐานของผมเองน่าจะเกิดจากการประยุกต์ดัดแปลงพวกสุกี้อะไรทำนองนั้น เพราะลักษณะการประกอบอาหารของคนอีสานนั้นส่วนใหญ่เป็นอาหารพวกลดโลกร้อนครับ คือใช้พลังงานในการประกอบอาหารน้อยหรือแทบจะไม่ใช้พลังงานความร้อนเลย แต่สุกี้นั้นคงไม่ถูกคอลูกทุ่งๆอย่างพวกเราเพราะมันจืดหาได้มีรสชาติแซ่บถึงใจไม่ มันต้องเข้มข้น เผ็ดนิด ขมหน่อย (อันนี้เป็นเอกลักษณ์เลยนะครับ) โดยสรุปที่ไปที่มานั้นไม่มีใครรู้แน่ว่ามันเป็นมาอย่างไร แต่ที่แน่ๆนั้นแจ้วฮ้อนอร่อยๆต้องมาจากสารคามครับ ต้องยกนิ้วให้เลยเรียกว่าต้นตำรับเลยทีเดียว

ทีนี้มาลองดูแจ่วฮ้อนของผมบ้างนะครับจากประสบการณ์การเป็นเซียนในด้านอาหารอีสานที่ไม่ยอมแพ้ใครในด้านการเสาะแสวงหาว่าที่ใดอร่อยๆบ้าง ผมยังต้องรู้ว่าเค้ามีเคล็ดลับอย่างไร(ถ้าพูดไม่เพราะ เค้าเรียกว่าสอดรู้สอดเห็นนะครับ)ในการประกอบออกมาให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม จะทำแจ่วฮ้อนทั้งทีผมต้องอธิบายให้ทราบก่อนนะครับว่า แจ่วฮ้อนแต่ละที่นั้นมันมีความพิเศษแตกต่างกันอย่างเช่นสูตรแถวๆอุบลเป็นสูตรดั้งเดิมเครื่องปรุงไม่มากโดยภูมิปัญญาชาวอีสานโดยแท้สูตรนี้ทำง่ายครับหรือสูตรทั่วๆไป (ดั้งเดิม) เหมาะกับการทำกินเองที่บ้านล้อมวงกินกันแกล้มกับสุราอร่อยอย่าบอกใครเชียว

สูตรดั้งเดิม

เครื่องปรุง น้ำซุปแจ่วฮ้อน
กระดูกขาวัว 1 ขา ทุบกระดูกให้แตกใส่หม้อต้มกับน้ำสะอาด ใส่ข่าทุบให้แตก 1 แง่ง ตะไคร้ 2 ต้นทุบหั่นเป็นข้อ ๆ ใบมะกรูด 5 ใบ เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ ต้มเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ 1 ชั่วโมง จนได้น้ำต้มกระดูกเข้มข้น
เวลากินให้ตักน้ำซุปใส่หม้อไฟหรือกระทะไฟฟ้า ปรุงรสเพิ่มด้วย ข้าวคั่ว พริกป่น หั่นตะไคร้-ใบมะกรูดให้เป็นเส้นบาง ๆ ใส่ลงไป เมื่อน้ำซุปเดือดจัดจึงนำเนื้อและผักลงไปจุ่มให้สุกเหมือนกินสุกี้ยากี้
เครื่องประกอบแจ่วฮ้อน
เนื้อน่องวัว (เนื้อลาย) หั่นตามขวางให้เป็นแผ่นบาง ๆ ตับ ผ้าขี้ริ้ว ไส้ ผักกะหล่ำปลี ผักบุ้ง ใบโหระพา และวุ้นเส้น
เครื่องปรุง น้ำจิ้มแจ่วฮ้อน
1.สูตรเปรี้ยว ผสมน้ำมะนาว 2 ลูก พริกป่น 1 ช้อนชา น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา คนให้เครื่องปรุงทุกอย่างเข้ากัน
2.สูตรขม น้ำดีวัว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ พริกป่น 1 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย 3 หัว ตะไคร้-ใบมะกรูด หั่นซอย ตามใจชอบ
ได้เครื่องปรุงต่าง ๆ ครบแล้ว ให้บอกคนในครอบครัวล้อมวงกันเข้ามา นั่งกินแจ่วฮ้อนกันอย่างมีความสุข ใช้ตะเกียบคีบเนื้อ เครื่องใน ผักและวุ้นเส้น ลงไปจุ่มในน้ำซุป ลวกจนสุกแล้วจิ้มกับน้ำจิ้มกินอร่อยมาก

ทีนี้มาดูสูตรเด็ดของผมครับจากการประยุกต์จากแหล่งสุดยอดของโลกเลยทีเดียว(เพราะคงไม่มีแจ่วฮ้อนที่ใดในโลกจะสู้ได้นอกจากแผ่นดินอีสานบ้านเฮานี้แหล่ะครับประเทศอื่นเค้าคงไม่ทำแข่งนอกจากพี่น้องฝั่งซ้าย

แจ่วฮ้อนที่ว่านี้เป็นน้ำซุปเข้มข้นทำยากมากต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงครับขอบอกไว้ก่อนจะกินอะไรอร่อยๆต้องใจเย็นๆ เหมาะกับการทำขายหรืองานที่มีคนกินเยอะๆครับ ผมเป็นคนโชคร้ายไม่เหมาะกับการค้าขายครับแต่เหมาะกับการเป็นที่ปรึกษา บอกไปแล้วหลายจังหวัดเค้ารวยก็ขับรถมาหาผมขอบคุณที่ให้คำแนะนำก็มาก ทีตัวเองลองทำขายดูก็เจ้งเป็นธรรมดาของนักวิชาการขายของ แฮ่ะๆ   

สูตรเด็ด…อร่อยมากขอบอก!

การทำน้ำซุป

1.การเตรียมนำซุปใส นำกระดูก วัว หมู โครงไก่ เคี่ยวในน้ำเดือดฝรั่งเรียกน้ำสต๊อกนั่นแหละ เคล็ดลับมันอยู่ตรงกระดูกของสัตว์ทั้ง 3 ประเภทนี่แหล่ะครับที่ทำให้มันกลมกล่อมจนคุณต้องตะลึง ค่อยๆตักฟองมันออกตอนแรกให้ใช้ไฟแก่ แล้วค่อยๆลดไฟลงมา เป็นกลาง และไฟอ่อนๆเคียวไปเรื่อยๆจนอร่อยหวานน้ำต้มกระดูกหละครับ (ช่วงนี้อย่าปิดฝาหม้อนะครับน้ำมันจะขุ่น และมีกลิ่นคาว)

เคล็ดลับ : กระดูกทั้ง 3 ชนิด และ ไม่ปิดฝาหม้อ

2.นำกระเทียมดอง พริกชี้ฟ้า หอมแดง กระเทียมสด ผิวมะกรูด ใบโหรพา นำมาปั่นให้ละเอียดผมเป็นคนที่ไม่จำสัดส่วนของเครื่องปรุงครับมันเป็นพรสววรค์ คือโยนอะไรลงไปก็พอดีเรียกว่าอย่างนั้น แต่ไม่ได้โม้นะครับ รู้แต่ว่าผิวมะกรูดกับพริกอย่าใส่มากก็แล้วกันมันก็เผ็ดนะสิครับ คือผืวมะกรูดนั้นต้องการดับกลิ่นคาวและหอมเล็กน้อยเท่านั้น โหระพานั้นเป็นเคล็ดลับอย่างนึงให้คนทายก็ทายไม่ออก แต่ถ้าไม่ใส่นั้นเป็นไม่ได้เรื่องแน่เคล็ดมันอยู่ตรงนั้นเอง

เคล็ดลับ : ใบโหระพา และผิวมะกรูดทำให้ดับคาวของเนื้อ ดีนัก

3.นำน้ำซุปใสมาตั้งหม้อให้เดือด ใส่เครื่องตุ๋นยาจีนลงไปควรใช้เครื่องตุ๋นที่มีคุณภาพหน่อยนะครับเค้าขายเป็นชุดๆ ประมาณ 20 บาท บางทีหาไม่ได้ก็หาเครื่องตุ๋นพะโล้ 5 บาท 10 บาท ตามแผงก็ได้ต่างกันนิดหน่อย ควรมัดในห่อผ้าด้วยครับ แล้วก็นำวัตถุดิบจากข้อ 2 มาใส่ลงไปให้รสชาติประมาณว่าจะปรุงแกง นำเศษเนื่อติดมันหรือเนื้อที่ใช้ต้มมาสับ ให้ละเอียดสัดส่วนก็เท่าๆกับเราจะทำต้มจืดหมูสับนั่นแหล่ะ (อย่าใส่ผ้าขี้ริ้วหรือเครื่องในนะครับมันจะกลายเป็นรสต้มแซ่บทันทีไม่เข้ากับยาจีน) นำลงหม้อคนให้เข้ากันเคี่ยวไฟไปเรื่อยๆจน นานขนาดไหนจนกว่าเนื้อที่เราใส่ลงไปจะเป็นเนื้อเปื่อย

เคล็ดลับ : ความหอมของเครื่องเทศประเภทเครื่องตุ๋นยาจีน จะหมดไปอย่างสิ้นเชิงถ้าท่านใส่ตะไคร้ หรือข่าลงไป และการปรุงรส ต้องใช้ซ้อสถั่วเหลือง น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว เกลือเท่านั้น อย่าให้เค็มนะครับ! และต้องเคี่ยวเนื้อให้เปื่อยจริงนะครับ ถ้าน้ำแห้งก็เติมน้ำซุปใสที่เตรียมใว้

4.แกะกระเทียมเป็นกลีบๆลอกเปลือกออกให้ขาวบุบพอแตกซักกำมือควรเป็นกระเทียมหัวใหญ่ๆนั่นแหล่ะโยนลงไปในหม้อที่เคี่ยวเนื้อและเครื่องในข้อ 2 จนได้ที่ นำข้าวคั่วต้องเป็นข้าวเหนียวคั่วเท่านั้นอันนี้อนุโลมเป็นข้าวอื่นไม่ได้เลย เทลงไปในหม้อ คนด้วยไม้พายหรือทับพีให้เข้ากัน เติมน้ำซุปใส คนไปเรื่อยๆจนข้าวคั่วกลายเป็นโจ๊กเอาขนาดนั้น น้ำแจ่วฮ้อน ของเราก็จะมีสีน้ำตาลเข้ม มีมันของเนื้อปนอยู่กลิ่นหอมน่ารับประทานอย่างยิ่ง (เก็บใว้ในตู้เย็นได้เป็น 2 อาทิตย์เลยนะครับถ้า Pack อย่างดี

เคล็ดลับ : อย่าให้ข้าวคั่วติดกระทะควรใช้ไฟอ่อนและคนด้วยไม้พายจะดีกว่าเพราะไม่ครูดกับหม้อ

ขั้นตอนการเตรียมน้ำจิ้ม

นำวัดถุดิบจากข้อ 4 มาปรุงรสชาติให้เข้มข้น คือเติมพริกป่นเพิ่มตามชอบ ใส่ดีแท้ถ้าจะให้ดีได้ดีจากโพนยางคำ สกลนครนั่นสุดยอดแต่แพงครับ ถ้าคนภาคอื่นไม่ชอบขมก็ใส่น้อยหน่อย ทุกวันนี้ฝรั่งบ้านผมยังกินเลยครับ หั่นหอม ผักชี ใบมะกรูดโรยหน้าอย่างอัสนีย์-วสันต์เป็นอันเสร็จ

ผักแพ้ว หรือผักแพว อาหารประเภทเนื้อ ก้อย ขาดไม่ได้ครับ

 

 

จัดองค์ประกอบพร้อมเสริฟ

-น้ำซุปใสใส่กาไว้ 1 กา

-เนื้อ ส่วนที่อร่อยที่สุดเค้าเรียกเนื้อขาลายก่อนหั่นควรน็อกโดยการเช่เกือบแข็งจะได้หั่นง่ายหน่อยและเวลาลวกเนื้อจะกรอบไม่เหนียว

-เครื่องใน หัวใจ ไต ตับ พวกผ้าขี้ริ้วไม่แนะนำที่ซื้อตามตลาดเพราะสารพิษตามข่าวเยอะมาก

-บางคนที่ชอบ Seafood มีกุ้ง ปลาหมึกมาแจมก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด บางคนก็ใส่ลูกชิ้นด้วย

-ผักนี่ขาดไม่ได้เลยนะครับคือ ผักแพว หรือผักแพ้ว โหรพา ผักบุ้ง อย่างอื่นแล้วแต่ชอบ

ตะเกียบ/น้ำจิ้ม และเพื่อนร่วมร่ำสุรา 4-5 คน กินกันทั้งคืน

น้ำแข็ง โซดา วิสกี้ไทยซักขวดพอเรียกน้ำย่อย

การเสิร์ฟ นำน้ำซุปข้นๆใส่กระทะแล้วเติมน้ำซุปใสให้มีความเข้มข้นประมาณแกงอ่อมครับ เด็ดใบโหรพา ผักหอมโรยหน้า การลวกเนื้อไม่ควรลวกนานเนื้อจะเหนียวครับ ถ้าน้ำงวดลงก็เติมน้ำซุปใสไปเรื่อยๆหรือถ้ามันเริ่มจืดก็เติมน้ำซุปข้นครับ ถ้าเมาแล้วก็ไม่ควรขับนะครับนอนบ้านเพื่อนนั่นแหละครับ

ความกลมกล่อมนั้นอยู่ที่น้ำหนักมือครับอย่าไปจำเลยครับว่าใส่อันนี้กี่ช้อน อันนี้กี่ถ้วย ควรสังเกตุว่าเราจะเสนอรสชาดไหนให้กับคนกินกลุ่มใดมากกว่า เช่น คนอีสานชอบ ขม เผ็ด เค็ม ไม่ชอบมัน เหมือนคนเหนือ หรือชอบผักพื้นบ้านมากกว่าผักตลาด มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก…

….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/270682

กระจ่างแล้ว?? ต้นคอดำ ไม่ใช่ขี้ไคล แต่มันเป็นอาการเริ่มแรกของโรคนี้ ?? บอกเลยว่ารีบหาหมอด่วน

กระจ่างแล้ว?? ต้นคอดำ ไม่ใช่ขี้ไคล แต่มันเป็นอาการเริ่มแรกของโรคนี้ ?? บอกเลยว่ารีบหาหมอด่วน

คอดำ ปัญหากวนใจที่หลายๆคนอยากหาวิธีแก้ไข ทว่าหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าการที่คอมีรอยปื้นดำน่าเกลียดนั้น อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคเบาหวานที่สามารถพบได้ในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีร่างกายอ้วนฉุนั่นเองค่ะ

สำหรับอาการคอดำหรือการมีปื้นดำที่คอที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานนั้นเกิดจากระดับน้ำตาลที่สูงผิดปกติ เนื่องจากรอยดำบนลำคอนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายเริ่มมีภาวะดื้อต่ออินซูลินแล้ว และอีกไม่นานจะกลายเป็นเบาหวานได้

ดังนั้นคนที่มีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ขอแนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเบาหวานหรือเช็คระดับน้ำตาลในเลือดเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถรับมือกับโรคเบาหวานได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง

สำหรับอาการคอดำนอกจากจะเป็นสัญญาณเตือนโรคเบาหวานแล้วนั้น คนที่เป็นคอดำอาจมีสาเหตุมาจากอย่างอื่นได้เหมือนกันเช่น การที่เรามีน้ำหนักตัวมากเกินไป แสงแดด หรือแม้แต่คราบขี้ไคลก็เป็นสาเหตุของคอดำได้เช่นกันค่ะ

ส่วนวิธีแก้คอดำอย่างเห็นผลนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การออกกำลังกายลดน้ำหนัก หมั่นขัดผิวอย่างสม่ำเสมอ บำรุงผิวที่ดำด้วยน้ำมันมะกอก หรือแม้แต่การเช็ดผิวด้วยโทนเนอร์ก็ช่วยลดอาการปื้นดำที่คอได้ด้วยเช่นกัน

ที่มา http://newsupdate.sayhibeauty.com/2016/02/blog-post_6470.html