Warning: call_user_func_array() expects parameter 1 to be a valid callback, no array or string given in /home/banpukkr/domains/banpukkroo.com/public_html/wp-includes/class-wp-hook.php on line 286 เด็กเอเชียแปซิฟิกหลุดระบบการศึกษากว่า17ล้านคน – บ้านพักครูดอทคอม
ข่าวการศึกษา » เด็กเอเชียแปซิฟิกหลุดระบบการศึกษากว่า17ล้านคน

เด็กเอเชียแปซิฟิกหลุดระบบการศึกษากว่า17ล้านคน

25 กุมภาพันธ์ 2016
911   0

เด็กเอเชียแปซิฟิกหลุดระบบการศึกษากว่า17ล้านคน 
„วันนี้(24ก.พ.)ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี องค์การยูเนสโกร่วมกับองค์การยูนิเซฟ และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) จัดการประชุมเรื่อง “นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาแห่งเอเชีย” เดินหน้าโรดแม็พแห่งเอเชียพาเด็กนอกระบบ 18 ล้านคน คืนสู่ระบบการศึกษา” โดย นายอิชิโร มิยาซาวา ผู้เชี่ยวชาญด้านการรู้หนังสือและการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์การยูเนสโกกล่าวว่า เด็กในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีจำนวน337ล้านคนที่อยู่ในโรงเรียน แต่มีจำนวน5%หรือ 17.3 ล้านคน ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามีมาตลอด 50 ปี ซึ่งสาเหตุหลักที่พบคือไม่มีการวางนโยบายที่ชัดเจน ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา  นอกจากนี้ยังพบว่าประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกล้วนลงทุนเรื่องการศึกษาโดยจัดสรรงบประมาณถึง46%ให้แก่การศึกษา แต่กลับไม่ไปถึงเด็กยากจน มีเด็กที่ได้ประโยชน์จากระบบการศึกษาที่ดีขึ้นเพียงบางกลุ่ม หรือแค่ 10% เท่านั้น จึงถึงเวลาที่ต้องมีนวัตกรรมใหม่ในการจัดการปัญหา ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรมช.ศึกษาธิการ กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ นวัตกรรมทางการเงินเพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาว่า เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข จากข้อมูลขององค์การยูเนสโก ปี 2556 พบว่า มีเด็กวัยประถมศึกษาที่หลุดจากระบบถึงเกือบ 300,000 คน ซึ่งจะส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1-3% ของจีดีพีในทุกปี และยังส่งผลสำคัญให้ประเทศไม่สามารถหลุดจากกับดักประเทศรายได้ขั้นกลางไปอีกอย่างน้อย 25-30 ปี “ความสูญเสียนี้รัฐบาลต้องมีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน โดยการทำ 2 มาตรการที่สำคัญ คือ 1.การจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อติดตามเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคลแบบ Real-time เพื่อให้เกิดการจัดสรรงบประมาณและการวางมาตรการที่มีประสิทธิภาพด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพราะปัจจุบันมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำแก่เด็กเยาวชนด้อยโอกาสไม่ตรงประเด็นปัญหา ส่วนใหญ่ไปไม่ถึงตัวเด็กเยาวชนที่ยากจนอย่างแท้จริง และยังพบว่าจังหวัดที่ยากจนได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาน้อยกว่าจังหวัดอื่น ๆ มากกว่า 2 เท่า  2.การมีนวัตกรรมการคลังเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา ด้วยการตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อขจัดปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาด้วยภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด”ดร.วรากรณ์กล่าว ดร.นิโคลัส เบอร์เนตต์ นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา อดีตผู้บริหารระดับสูงของยูเนสโกและธนาคารโลก กล่าวได้ถึงเหตุผลที่ต้องมีการจัดทำนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาครั้งใหม่ว่า เนื่องจากปี 2007-2013 อัตราการลดจำนวนเด็กนอกระบบการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ในระดับคงที่เกือบทศวรรษติดต่อกัน ทำให้เด็กจำนวนกว่า 124 ล้านคน ยังประสบปัญหาที่เสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา เช่น ความยากจน ความพิการ ความห่างไกล เป็นต้น หากเด็กกลุ่มดังกล่าวมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นก็จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม โดยพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มีค่าการสูญเสียอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 1-4% โดยประเทศไทยมีระดับของการสูญเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ที่ราว 1-3% ของ GDP สำหรับดัชนีชี้วัดเชิงบวกด้านสังคมจากกรณีศึกษาในประเทศโคลัมเบียปี 2015 พบว่า หากดึงเด็กกลุ่มนี้คืนสู่ระบบเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ 1) อัตราการเกิดลงลด 2.5% 2) อัตราการเสียชีวิตในทารกลดลง 27% 3) อัตราความยากจนเฉลี่ยต่อคนลดลง 11% และ 4) อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง 25% ส่วน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า จากประสบการณ์ 5 ปี ที่สสค.ขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงระบบและการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ใน15จังหวัดเพื่อให้ทราบปัญหาและความต้องการการศึกษา สสค.มีมาตรการหลัก 5 ข้อในการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษในประเทศไทย ได้แก่ 1) การใช้ระบบสารสนเทศ เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อส่งต่อข้อมูลผู้เรียน และความต้องการในพื้นที่ เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2) การจัดสรรงบประมาณที่ตรงตามความต้องการของผู้เรียนผ่านงานวิจัยระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและความต้องการของผู้เรียนตามสภาพความจริงที่ทำร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 3) มาตรการติดตามเฝ้าระวังรายกรณีเพื่อลดอัตราเสี่ยงการหลุดออกนอกระบบการศึกษา 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งภาคการศึกษาและนอกภาคการศึกษา เพราะเด็กนอกระบบต้องเชื่อมโยงความร่วมมือมากกว่ารั้วโรงเรียน เช่น พัฒนาสังคม สาธารณสุข รวมถึงภาคเอกชน และ 5) นโยบายเชิงประจักษ์สำหรับแก้ปัญหาเด็กกลุ่มนอกระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าการร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เป้าหมายการศึกษาข้อ 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำเร็จได้ภายในปี 2030“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/381783

Warning: call_user_func_array() expects parameter 1 to be a valid callback, no array or string given in /home/banpukkr/domains/banpukkroo.com/public_html/wp-includes/class-wp-hook.php on line 286