ชงบอร์ดคุรุสภาปลดล็อกครูต่างชาติขอตั๋วครู

ชงบอร์ดคุรุสภาปลดล็อกครูต่างชาติขอตั๋วครู
„วันนี้ ( 30 มี.ค.) ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะเสนอบอร์ดคุรุสภา ให้มีการแก้ไขข้อบังคับคุรุสภาบางประเด็น เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน เช่น การปลดล็อกเงื่อนไขการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของต่างชาติว่า ไม่ต้องอบรมหลักสูตรภาษาและวัฒนธรรมไทย เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดอบรมเวลาเพียง 20 กว่าชั่วโมงไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำให้ชาวต่างชาติมีความรู้มากพอ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดในข้อบังคับในการมาขอใบอนุญาตก็ได้ แต่จะต้องเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของโรงเรียนที่จะต้องให้การดูแล หรือ ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมไทยที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ครูชาวต่างชาติของโรงเรียนนั้น ๆ หรือ โรงเรียนอาจประสานกับมหาวิทยาลัยราชภัฏที่เปิดอบรมให้ก็ได้ โดยคุรุสภาจะให้กรอบคร่าว ๆ ไป แต่ครูชาวต่างชาติที่จะมาขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ถูกต้องตามข้อบังคับของคุรุสภา ที่สำคัญต้องเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย ดร.ชัยยศ กล่าวต่อไปว่า เรื่องการรับรองปริญญา ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องมีการแก้ไขข้อบังคับ เพราะที่ผ่านมาคุรุสภาจะรอรับรองหลักสูตรจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) หลังจากที่สภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้วแจ้งให้ สกอ.รับทราบ ซึ่งปัญหาคือกว่าเรื่องจะส่งมาถึงคุรุสภาเพื่อตั้งคณะทำงานออกไปดูหลักสูตร ว่า มีความพร้อมและตรงกับมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ มหาวิทยาลัยก็เปิดสอนไปแล้ว และบางแห่งก็รับนักศึกษามากกว่าจำนวนที่ขออนุมัติด้วย ดังนั้น นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศธ.จึงเสนอให้ปรับปรุงการรับรองปริญญาหลักสูตรทางการศึกษา โดยสภามหาวิทยาลัยต้องตกลงกับคุรุสภาก่อนที่จะอนุมัติหลักสูตร เพื่อคุรุสภาจะได้ให้คำแนะนำและยืนยันการอนุมัติให้เปิดสอนได้ แต่ถ้าไม่ทำตามคำแนะนำ คุรุสภาก็จะไม่รับรองปริญญาบัตรและจะไม่ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการต่ออายุใบประกอบวิชาชีพที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศธ.มอบให้คุรุสภามาศึกษาว่า ควรต้องต่ออายุหรือไม่ เรื่องนี้ได้ข้อสรุปว่า ควรต้องต่อ แต่จะต่อแค่ 2 ครั้ง คือ 5 ปีแรก และเมื่อครบ 10 ปี ซึ่งเป็นการต่อครั้งที่ 2 ก็จะต่ออายุแบบตลอดชีพ แต่ทั้งนี้ต้องสามารถถอนใบอนุญาตฯได้หากผิดจรรยาบรรณร้ายแรง.“

อ่านต่อที่ : http://dailynews.co.th/education/388753

การวิเคราะห์คุณภาพ กรองระบบต่างๆโดยใช้ TDS มิเตอร์ และเครื่องแยกสารละลายรวมภายในน้ำ

การวิเคราะห์คุณภาพ กรองระบบต่างๆโดยใช้ TDS มิเตอร์ และเครื่องแยกสารละลายรวมภายในน้ำ

ที่มา http://www.lionvending.com/watervending.html

ครม.”ไฟเขียว”ครูคืนถิ่น” ต.ค.-บรรจุทันที4พันอัตรา

“ครม.”ไฟเขียว”ครูคืนถิ่น” ต.ค.-บรรจุทันที4พันอัตรา | เดลินิวส์
„”ดาว์พงษ์”เผย ครม.ไฟเขียวโครงการครูคืนถิ่น ประกันมีงานทำบรรจุเป็นข้าราชการครูแทนอัตราเกษียณ 48,374 อัตรา เปิดช่องไม่จบครูเข้าร่วมโครงการได้เรียน ชี้พร้อมบรรจุทันที ต.ค.นี้4,079 อัตรา วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2559 เวลา 17:25 น. วันนี้ (29 มี.ค.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 29 มี.ค.ว่า ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2559-2572) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เสนอ แต่ครม.ได้อนุมัติงบฯผูกพันไว้เพียง 2 ปี จำนวน 700 ล้านบาท จากวงเงินงบฯที่ตั้งไว้สำหรับดำเนินโครงการประมาณ 3,800 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีระยะเวลาในการบริหารประเทศอีกประมาณ 2 ปี จึงไม่ต้องการก้าวล่วงการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งใน 2 ปีแรกที่ ครม.อนุมัติงบฯให้จะผลิตครูได้ 9,264 คน โดยตนจะหารือกับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและอัตรากำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อกันอัตราเกษียณอายุราชการล่วงหน้าสำหรับใช้ในการบรรจุผู้ที่จบจากโครงการดังกล่าว รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า โครงการนี้จะประกันการมีงานทำ โดยรับนักเรียน/นักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 แบ่งเป็น กลุ่มนิสิต นักศึกษาชั้นปีที่ 1-5 เพื่อจบปริญญาตรีในปีการศึกษา 2559-2563 จำนวน 26,732 คน และกลุ่มนักเรียนที่จบชั้น ม.6 และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่า เรียนในปีการศึกษา 2559-2563 เพื่อจบปริญญาตรีในปีการศึกษา 2564-2568 จำนวน 21,651 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 5 จะเป็นการให้ทุนการศึกษาเด็กชายขอบ จำนวน 5 รุ่นตั้งแต่ปีการศึกษา 2559-2563 จำนวน 1,080 คน ส่วนอีกร้อยละ 95 จะไม่ให้ทุนแต่สามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ได้ 100% ในส่วนผู้ที่ไม่ได้เรียนหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรง สามารถเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) จากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอน ป.บัณฑิตได้ “ในรุ่นแรกจะรับนักศึกษาที่จบระดับปริญญาตรีเพื่อบรรจุเข้ารับราชการครูทันทีในเดือนตุลาคม 2559 จำนวน 4,079 อัตรา แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่จบหลักสูตรครู 5 ปีและกลุ่มที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นที่ต้องไปเรียนป.บัณฑิตเพิ่มอีก 1 ปี โดยในปีแรกนี้จะเป็นการบรรจุในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3,845 อัตรา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 224 อัตรา และสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 10 อัตรา  ส่วนที่รุ่นที่ 2 จะรับนักศึกษาครูชั้นปีที่ 5 และนักเรียนที่จบม.6 และปวช.หรือเทียบเท่า เข้าโครงการต่อไป  ซึ่ง หลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) จะดำเนินการประกาศรับสมัครทางออนไลน์พร้อมระบุอัตราที่จะบรรจุได้ในแต่ละเขตพื้นที่และจัดสอบคัดเลือกกรณีที่มีผู้สมัครเกิน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามหน่วยงานต่างๆ ได้กำหนดแผนกันอัตราครูเกษียณที่สามารถบรรจุผู้เข้าโครงการดังกล่าว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559-2568 ดังนี้ สพฐ.กันอัตราเกษียณ ร้อยละ 25 บรรจุได้ 45,226 อัตรา สอศ.กันอัตราเกษียณร้อยละ 35 บรรจุได้ 2,453 อัตรา กรุงเทพมหานคร กันอัตราเกษียณ 595 อัตรา และกศน. กันอัตราเกษียณ 100 อัตรา รวมทั้งโครงการจะบรรจุได้ 48,374 อัตรา ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการมีเงื่อนไขว่า เมื่อเรียนจบต้องบรรจุในภูมิลำเนาที่ตนเองมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 2 ปี,กรณีเด็กชายขอบที่รับทุนถ้าไม่รับราชการต้องใช้ทุนพร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า,ส่วนคนที่ไม่ได้รับทุนแต่ขอลาออกจากการเป็นนักศึกษาหรือไม่รับราชการต้องชดใช้เงิน 2 แสนบาท,กรณีกู้ยืมเงินกยศ.ต้องเซ็นยินยอมให้หักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ,บรรจุเป็นครู 5 ปีจึงจะมีสิทธิขอย้ายได้,รับราชการแล้ว 3 ปีจึงสามารถสอบชิงทุนเรียนระดับปริญญาโทได้ เป็นต้น“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/388610

ก.พ.ชงครม.ยืดอายุ ขรก.เกษียณ 65 ปี เคาะแก้กม.เม.ย.นี้

รัฐบาลเล็งให้ขรก.เกษียณอายุ 65 ปี รองรับสังคมผู้สูงอายุ สำนักงาน ก.พ.เตรียมเสนอครม.ช่วงเดือนเม.ย. ด้านกระทรวงการคลังชี้สังคมสูงอายุเสี่ยงก่อให้เกิดวิกฤตการคลังระยะ 10-15 ปีข้างหน้า หากไม่เร่งจัดการกรณีปัญหารองรับ แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ศึกษาเกี่ยวการการเพิ่มอายุราชการเกษียณ 65 ปีเรียบร้อยแล้ว จากเดิมให้กำหนดให้เกษียณ 60 ปี โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่ออนุมัติให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ในมาตราที่กำหนดอายุเกษียณราชการ โดยจะเสนอเพิ่มอายุการเกษียณราชการเป็น 65 ปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แก้ไขนับจากบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเมื่อปี 2494 แหล่งข่าวกล่าวว่า สาเหตุที่เสนอให้แก้ไขประเด็นดังกล่าว เนื่องจาก เห็นว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ ขณะที่ อัตราการเกิดใหม่ของคนน้อย ทำให้คนในวัยทำงานไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การขยายอายุการเกษียณราชการเป็น 65 ปี ยังจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดต่อระบบงบประมาณในการดูแลบุคลากรทั้งในด้านของอัตราค่าจ้าง ค่ารักษาพยาบาล รวมถึง เงินบำเหน็จบำนาญ แหล่งข่าว กล่าวว่า ในแต่ละปีจะมีจำนวนข้าราชการที่เกษียณอายุราชการประมาณ 3 หมื่นคน จากจำนวนข้าราชการประมาณ 1.7 ล้านคน ในจำนวนที่เกษียณอายุไปนี้ ส่วนราชการจะต้องรับบุคลากรเข้ามาทดแทน ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายในด้านเงินเดือนและค่ารักษาพยาบาล ซึ่งในส่วนของค่ารักษาพยาบาลนี้ จะรวมถึง บุคคลในครอบครัวตามกฎหมายด้วย เพราะข้าราชการที่เกษียณอายุ 3 หมื่นคนต่อปีนี้ รัฐยังต้องจ่ายเงินค่าบำเหน็จหรือค่าบำนาญ และ ค่ารักษาพยาบาลจนกว่าจะเสียชีวิต และ เมื่อรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทน ภาครัฐก็จะมีรายจ่ายเข้ามาเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อชะลอการรับบุคลากรใหม่ และคงรายจ่ายสำหรับบุคลากร ดังนั้นการต่ออายุราชการอีก 5 ปี น่าจะช่วยแก้ไขเรื่องดังกล่าวได้บ้าง ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการคลังที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะ 10-15 ปีข้างหน้า โดยปัจจัยที่เข้ามากระทบหลักๆ คือ ภาระการคลังที่จะต้องเข้ามารองรับสังคมผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กระทรวงการคลังพยายามเตรียมแผนไว้รองรับ หนึ่งในนั้น คือ การพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน เพื่อเป็นแหล่งทุนและแหล่งเงินออมรองรับกรณีดังกล่าว “ขณะนี้ กระทรวงการคลังพยายามพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้เป็นเสาหลักในระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินในอนาคต อย่างไรก็ดีขณะนี้ พื้นฐานด้านการเงินของประเทศมีความแข็งแกร่ง ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดวิกฤตดังกล่าว แต่สิ่งที่จะก่อให้เกิดวิกฤตในอนาคตหรือระยะ 10-15 ปีข้างหน้า คือ วิกฤตการคลัง ซึ่งถ้าไม่แก้ปัญหาบางอย่าง จากโครงสร้างต่างๆในปัจจุบัน วิกฤตที่เกิดขึ้นจะเป็นวิกฤตการคลัง ไม่ใช่วิกฤตการเงิน เพราะภาระการคลังใหญ่หลวงจะเกิดใน 10-15 ปีข้างหน้า สืบเนื่องจาก ปัญหาสังคมสูงอายุ”นายสมชัย กล่าว    ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 28 มีนาคม 2559
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.matichon.co.th/news/85875

ความคืบหน้าการขับเคลื่อนบริหารราชการ ของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

ศึกษาธิการ – พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มีนาคม 2559 ที่ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงศึกษาธิการ (MOC)

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการที่ คสช. ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างเพื่อบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้รับเสียงสะท้อนกลับมาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งคำชื่นชม ความเห็นต่าง ซึ่งก็มีทั้งเจตนาบริสุทธิ์และบางส่วนก็มีเจตนาที่จะบิดเบือน จึงขอเรียนชี้แจงต่อสื่อมวลชนใน 4 ประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

ประเด็นที่มีความคลาดเคลื่อนและการสร้างความกังวลใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา

จากข้อมูลในแหล่งต่างๆ ที่มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครูที่จะต้องโอนไปอยู่ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), การเปลี่ยนตำแหน่งครูเป็นพนักงานราชการ, จะไม่มีเงินวิทยฐานะ, ไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ, ในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็จะถูกยุบให้เหลือจังหวัดละเขต, จะมีผู้มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในแต่ละจังหวัด, กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาเดิมอาจกลับเข้ามารับตำแหน่งอีก, ผู้บริหารโรงเรียนจะถูกประเมินโดยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.), การยุบคณะกรรมการคุรุสภาและคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.), ยกเลิกโครงการเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (ช.พ.ค.), ในอนาคตรัฐจะจัดการศึกษาโดยใช้คูปอง และจะมีโรงเรียนเอกชนเกิดขึ้นในทุกตำบล นั้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่าข้อมูลต่างๆ ข้างต้นล้วนแล้วแต่ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น จึงขอให้ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าได้หลงเชื่อหรือตื่นตระหนก และอย่าได้กังวลใจใดๆ เพราะขณะนี้ครูและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายังคงอยู่ โดยมีตำแหน่งและสถานะเหมือนเดิม รวมทั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และ สกสค.เช่นกัน ในส่วนของการประเมินผู้บริหารโรงเรียนนั้น ยังคงอยู่ในอำนาจบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการตามลำดับชั้น ได้แก่ ศึกษาธิการภาคเป็นผู้ประเมินศึกษาธิการจังหวัด, ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประเมินผู้บริหารโรงเรียน และผู้อำนวยการโรงเรียนจะเป็นผู้ประเมินครู

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีการบิดเบือนข้อมูลว่ายังไม่มีความเหมาะสมทางวิชาการและไม่มีประสบการณ์ด้านการศึกษานั้น เชื่อว่าด้วยอำนาจหน้าที่ที่ระบุในคำสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการการศึกษาในแต่ละจังหวัดในรูปแบบขององค์คณะบุคคล ประกอบกับผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนี้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ รู้บทบาทของตนเอง และรู้ปัญหาจุดอ่อนในพื้นที่เป็นอย่างดี ย่อมจะช่วยบูรณาการงานด้านการศึกษาทุกส่วนในจังหวัดได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดที่เข้ามาช่วยงานด้านการศึกษา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ


ข้อเสนอแนะของนักวิชาการและนักการเมือง

ซึ่งได้ให้ข้อเสนอแนะในหลายประเด็น อาทิ การปฏิรูปเช่นนี้เป็นแบบกลับหัวกลับหาง ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ, ไม่มีการกระจายอำนาจไปสู่โรงเรียน, มีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วยแอพพลิเคชั่นแบบหลงทิศทาง, มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีบ่อยครั้ง, เด็กได้อะไรจากการปรับระบบบริหารราชการในภูมิภาค เป็นต้น

ในส่วนนี้ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการพยายามที่จะหลุดออกจากวังวนเดิม เพื่อเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา ซึ่งในเรื่องของครูถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อนักเรียนและครูอย่างแน่นอน เพราะทำให้การเกลี่ยครูและการบรรจุแต่งตั้งในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สามารถใช้บัญชีครูและผู้บริหารในการบรรจุแต่งตั้งในพื้นที่ขาดแคลนได้อย่างคล่องตัว โรงเรียนได้ครูที่ตรงกับความต้องการ ทำให้มีครูครบชั้นเรียน มีครูสอนตรงวิชาเอกและครูมีมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียนโดยตรง นอกจากนี้ระบบการบริหารราชการใหม่ ได้มีการกระจายอำนาจไปยังระดับจังหวัด ซึ่งมีจำนวนผู้เกี่ยวข้องมากขึ้นกว่าเดิมด้วย ส่วนจะกระจายอำนาจไปยังโรงเรียนได้อย่างไรนั้น จะใช้แนวทางด้านความพร้อมเป็นตัวกำหนด หากโรงเรียนใดพร้อมก่อนก็จะกระจายอำนาจไปให้ แต่จะไม่ใช้ปัจจัยด้านเวลามาเป็นตัวกำหนด

ส่วนการใช้แอพพลิเคชั่นภาษาอังกฤษ หรือ Echo English นั้น ออกแบบมาเพื่อใช้ฝึกภาษาอังกฤษแก่ประชาชนทั่วไปให้ง่ายต่อการฝึกฟัง พูด อ่าน เขียน การใช้คำศัพท์หรือประโยคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันผ่านสมาร์ทโฟนผ่านระบบปฏิบัติการ Android และ iOS แต่ในส่วนของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน ยังคงสอนโดยครูตามปกติ พร้อมทั้งมีการสนับสนุนส่งเสริมผ่านกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และมีการพัฒนาครูสอนภาษาอังกฤษ (Boot Camp) 350 คน โดยวิทยากรจากต่างประเทศ 30 คน และจะขยายผลต่อเนื่องให้มีการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษจำนวน 3,000 คนภายในปี 2559 ด้วย


การขับเคลื่อนการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับภูมิภาค

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการบริหารงานในระดับภูมิภาคหลายส่วน อาทิ

– จัดทำหลักเกณฑ์การสรรหากรรมการและวาระการดำรงตำแหน่งของ กศจ.
– จัดทำคู่มือการบริหารงานบุคคลในศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เร่งดำเนินการจัดทำ เพื่อกำหนดเป็นแนวปฏิบัติต่อไปในทุกระดับ
– จัดทำตัวชี้วัด (KPI) เพื่อประเมินการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารโรงเรียนในระดับเล็ก-กลาง-ใหญ่-ใหญ่มาก ซึ่งจะต้องมีการหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยต่อไปด้วย
การออกคำสั่งให้ อ.ก.ค.ศ.หน่วยงานอื่นๆ ทำหน้าที่เช่นเดิมทุกประการ ยกเว้น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาที่ยุบไปเท่านั้น
– ประชุมหารือกับสำนักงาน ก.พ. และ ก.พ.ร. เพื่อเกลี่ยอัตรากำลังในระดับภาคและจังหวัด จากนั้นจะออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดด้วย
– การบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ  หากเป็นการย้ายในสังกัด สพป. ให้เป็นไปตามเดิมคือ สพป.พิจารณาย้ายภายในจังหวัด ส่วนสังกัด สพม. หากย้ายภายในจังหวัดให้ กศจ.พิจารณาอนุมัติ แต่หากย้ายข้ามเขตจังหวัด ให้ สพม. พิจารณาคัดเลือกรายชื่อ แล้วเสนอขึ้นมาให้ส่วนกลางอนุมัติ
– การสอบบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย หลักเกณฑ์การสอบต่างๆ ที่ได้ประกาศไปแล้ว ยังใช้หลักเกณฑ์เดิมในการสอบทุกประการ จึงย้ำว่าผู้เข้าสอบไม่ต้องกังวล
– การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งนี้ อาจจะดูเหมือนทำให้สายการบังคับบัญชายาวขึ้น แต่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการบริหารงาน ซึ่งหลักการสำคัญของกฎหมายใดๆ ที่ออกมาใหม่ คือ จะไม่ให้คนเดิมเสียสิทธิ์


ฝากสื่อมวลชนเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวฝากให้สื่อมวลชนช่วยเป็นแรงสนับสนุนในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินงานในเรื่องนี้ให้ประชาชนและสังคมได้รับรู้ โดยเฉพาะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลใจหรือหลงเชื่อข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากคนบางกลุ่ม ซึ่งตนพร้อมยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอและข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษา แต่หากเป็นข้อมูลที่ไม่สร้างสรรค์หรือมีเจตนาสร้างความเคลื่อนไหวใดๆ ขอเตือนว่าอย่าได้ทำ แต่ขอให้มาช่วยกันทำงาน ช่วยกันปฏิรูปการศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้า

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะการบริหารงานบุคคลและขับเคลื่อนการทำงานในการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค จำนวน 2 ช่องทาง ได้แก่เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ และสายด่วน 1579 ตลอด 24 ชั่วโมง


29-3-2559 16-45-29อนึ่ง ในวันจันทร์ที่ 4 เมษายนนี้ เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมกระทรวงมหาดไทย,
รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.มหาดไทย จะประชุมทางไกล (VDO Conference) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2016/mar/143.html

ด่วน! แต่งตั้งข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 77 ราย

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป 406/2559 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2559 เรื่อง 28-3-2559 18-40-16 ดังนี้

1) ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ สาโร ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดกระบี่
2) นายสมยศ ศิริบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร
3) นายอนันต์ กัลปะ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี
4) นายกิตติพศ พลพิลา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์
5) นายรมย์ พะโยม ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดกำแพงเพชร
6) นายเชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น
7) นายมนตรี ทัดเทียม ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี
8) นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดฉะเชิงเทรา
9) นายวสันต์ นาวเหนียว ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี
10) นางสาวศศิธร วงษ์เมตตา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท
11) นายธนชน มุทาพร ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ
12) นายวัลลพ สงวนนาม ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดชุมพร
13) นายนพรัตน์ อู่ทอง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย
14) นายทวนทอง ศรีสวัสดิ์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
15) นายฉลอง พูลสุทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดตรัง
16) นายวัลลภ รองพล ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดตราด
17) นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดตาก
18) นายไพจิต ไชยฤทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก
19) นายอธิวัฒน์ พันธ์ประชา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม
20) นายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม
21) นายไพศาล วุฑฒิลานนท์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา
22) นายประหยัด อนุศิลป์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช
23) นายเพชรรัตน์ นิ่มพันธุ์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์
24) นายกำจัด คงหนู ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี
25) นายประหยัด สุขขี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส
26) นายชูเกียรติ ด่านธนะทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดน่าน
27) นายสุพจน์ เจียมใจ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์
28) นายพัฒนะ งามสูงเนิน ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี
29) นายบุญเทียม อังสวัสดิ์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
30) นายดำเนิน เพียรค้า ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดปราจีนบุรี
31) นายอรรถสิทธิ์ รัตนแคล้ว ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี
32) นายอารักษ์ พัฒนถาวร ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
33) นายเอกชัย ผาบไชย ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดพะเยา
34) นายสุรพันธ์ โกยวาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดพังงา
35) นายเจียร ทองนุ่น ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดพัทลุง
36) นายพงษ์ชัย ไทยวรรณศรี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร
37) นายวิวัฒน์ อ้นน่วม ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก
38) นายกนก ปิ่นตบแต่ง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี
39) นายธวัช กงเดิม ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์
40) นายกิตติพงศ์ ราชสิกข์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดแพร่
41) นายประจักษ์ ช่างเรือ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต
42) ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม
43) นายมารุต อุปนิสากร ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดมุกดาหาร
44) นายสมรักษ์ ถวาย ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
45) นายชาญชัย รสจันทร์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดยโสธร
46) นายอาดุลย์ พรมแสง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดยะลา
47) นายอธิปปรัชญ์ ภัควัฒน์ภักดี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด
48) นายปรีชา บัวกิ่ง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดระนอง
49) นายธวัชชัย อุ่ยพานิช ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดระยอง
50) นายรังสรรค์ อ้วนวิจิตร ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี
51) นายปัญญา แก้วเหล็ก ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี
52) นายสุทิน แก้วพนา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดลำปาง
53) นายวิญญู สันติภาพวิวัฒนา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดลำพูน
54) นายรอง ปัญสังกา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดเลย
55) นายชอุ่ม กรไกร ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดศรีสะเกษ
56) นายเทวรัฐ โตไทยะ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสกลนคร
57) นายสันติ แสงระวี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา
58) นายนิสิต ชายภักตร์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสตูล
59) นายชลิต เพ็ชรรัตน์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ
60) นายวินัย ศรีเจริญ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม
61) นายปรีดี ภูสีน้ำ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร
62) นายไสว สารีบท ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสระแก้ว
63) นายธันวา ดีช่วย ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี
64) นายสุเมธี จันทร์หอม ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี
65) นายพยอม วงษ์พูล ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย
66) นายจักรพรรดิ์ จิตมณี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี
67) นายชุมพล ศรีสังข์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
68) นายกฤตพล ชุติกุลกีรติ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์
69) นายอัมพร พินะสา ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดหนองคาย
70) นายธีรพงษ์ สารแสน ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ
71) นางละออตา พงษ์ฤทัศน์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดหนองบัวลำภู
72) นายสุดใจ มอญรัต ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง
73) นายอดุลย์ กองทอง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดอำนาจเจริญ
74) นายประเวศ รัตนวงศ์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดอุดรธานี
75) นายอมรศักดิ์ ปิ่นทอง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์
76) นายศักดา แสงทอง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดอุทัยธานี
77) นายวิชัย แสงศรี ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี


รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป 407/2559 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2559 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 77 ราย ดังนี้

1) นายศังกร รักชูชื่น  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดกระบี่

2) ว่าที่ ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร

3) นายอภิชัย ทำมาน  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี

4) นายครรชิต วรรณชา  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์

5) นายเจริญ จำรัสกลาง  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดกำแพงเพชร

6) นายณฤทธิ์ วิเศษศักดิ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น

7) นางสุดา สุขอ่ำ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี

8) นายตั้ง อสิพงษ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดฉะเชิงเทรา

9) นายวิชัย พวงภาคีศิริ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี

10) นายวิระ แข็งกสิการ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท

11) นายอุดมชัย ชัยจุฑาภัค  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิ

12) นายวิรัตน์ สกุณา  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดชุมพร

13) นายประถม เชื้อหมอ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย

14) นายสิทธิชัย มูลเขียน  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

15) นายเชวง วัฒนธีรางกูร  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดตรัง

16) นายวรวิทย์ พรหมคช  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดตราด

17) นายอโณทัย ไทยวรรณศรี  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดตาก

18) นายธนัญชัย สายสุด  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนครนายก

19) นายไพฑูรย์ อรุณศรีประดิษฐ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม

20) นายวัชร์โรจน์ ไชยพิเดช  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนครพนม

21) นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา

22) นายเสนอ ทองจีน  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช

23) นายทองสุข อยู่ศรี  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์

24) นายวีระพงศ์ เดชบุญ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี

25) นายธนู นูนน้อย  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส

26) นายชัชชัย ทับทิมอ่อน  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดน่าน

27) นายสมศักดิ์ ชอบทำดี  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์

28) นายนพพร พิพิธจันทร์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี

29) นายสุนาจ แก้วสุข  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

30) นางพงษ์พิศาล ชิณสำราญ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดปราจีนบุรี

31) นายณรงค์ ศรีละมุล  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี

32) นายดำหริ งิมสันเทียะ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

33) น.ส.สายสวาท วิชัย  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดพะเยา

34) นายธัชชเวชว์ จันทร์สุขศรี  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดพังงา

35) นางอนงค์ เชาวนะกิจ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดพัทลุง

36) นายนวรัตน์ ต่วนชะเอม  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร

37) นายประพฤทธิ์ สุขใย  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก

38) นายวินัย คุณวุฒิ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี

39) นายดิเรก ต่ายเมือง  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์

40) นายศิริพันธ์ ขวัญอ่อน  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดแพร่

41) นายบำรุง ฤทธิรัตน์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต

42) นางชนิสรา ดวงบุบผา  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม

43) นายปริญญา ธรเสนา  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดมุกดาหาร

44) นายบุญชู จันทร์ดำ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน

45) นายประสงค์ สุภา  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดยโสธร

46) นายนิตย์ พรหมประสิทธิ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดยะลา

47) นายโกศล ฐานะ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด

48) นายชูศักดิ์ ชูช่วย  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดระนอง

49) นายสมศักดิ์ ทองเนียม  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดระยอง

50) นายนิวัฒน์ แก้วเพชร  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี

51) นายต่อศักดิ์ บุญเสือ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี

52) นายวิบูลย์ ทานุชิต  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดลำปาง

53) นายสุวิทย์ มุกดาภิรมย์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดลำพูน

54) นายอดิศักดิ์ มุ่งชู  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดเลย

55) นายฤทธา นันทพันธ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดศรีสะเกษ

56) นายจุฬา ชิณวงศ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสกลนคร

57) นายประสิทธ์ หนูกุ้ง  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสงขลา

58) นายปราโมทย์ ส่งสิงห์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสตูล

59) นายศักดิ์นิพน สว่างวงศ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ

60) นายวีระ ทวีสุข  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม

61) นายสมชาย รองเหลือ  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร

62) นายสิงห์ โพธิ์งาม  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสระแก้ว

63) นายปราโมทย์ แสนกล้า  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี

64) นางมณฑ์ณัทอร วุฒิวิชญานันต์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี

65) นายมรกต กลัดสอาด  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสุโขทัย

66) นายเกรียงพงค์ ภูมิราช  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี

67) นายสมบูรณ์ เรืองแก้ว  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

68) นายพิทยา ไชยมงคล  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์

69) นายภัญญู ภูริศรี  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดหนองคาย

70) นายปราโมทย์ ภูมิพันธ์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ

71) นายพรชัย โพคันโย  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดหนองบัวลำภู

72) นายไพศาล ปันแดน  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง

73) นายอดุลย์ศักดิ์ บุญเอนก  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดอำนาจเจริญ

74) นายประกอบ จันทรทิพย์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดอุดรธานี

75) นายภูวนาท มูลเขียน  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์

76) นายสิทธิชัย กีรติคุณากร  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดอุทัยธานี

77) นายถาวร คูณิรัตน์  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี

ปลัดศธ.ตั้ง′ศธจ.-รองศธจ.′ 77จว.แล้ว

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างการบริหารศธ.ในส่วนภูมิภาค ภายหลังการแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภูมิภาค(ศธภ.) 1- 18 ภาค และปฏิบัติหน้าที่รองศธภ. 1-18  ภาค ว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ตนได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) 77 คน และรองศธจ. 77 คน เรียบร้อยแล้วโดยดึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)เขต 1 มาปฏิบัติหน้าที่ศธจ. ส่วนรองศธจ. ดึงมาจากผอ.สพป. เขตอื่น ส่วนที่มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตนมีอำนาจล้นฟ้านั้น การแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ ศธภ.และศธจ. ตนแต่งตั้งมาจากคนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากสำนักงานปลัดกระทรวงเลย  ดังนั้นไม่ได้ใช้อำนาจล้นฟ้า และที่มีการเสนอแนะให้เพิ่มสัดส่วนของคณะกรรมการจากคนภายนอกนั้น ขณะนี้ขอยังไม่พิจารณา

นพ.กำจร กล่าวต่อว่า ขอเวลา 3 เดือนรอดูการปฏิบัติงานของศธภ.และศธจ. ว่าติดขัดอะไรบ้าง อนาคตค่อยคิดเรื่องโครงสร้างศธภ.และศธจ.รวมถึงกำลังคนและซี แต่เวลานี้ขอโฟกัสที่การทำงานก่อน เพราะการจัดทัพใหม่ครั้งนี้ ก็เพื่อหวังประสิทธิภาพของงาน ถ้ามามัวจัดโครงสร้าง กำลังคน ก็จะมีแต่คนถามแต่เรื่องผลประโยชน์ เงินประจำตำแหน่ง รถประจำตำแหน่ง ดังนั้นขอยังไม่คิดเรื่องนี้ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทย(มท.)แล้วเพื่อแจ้งว่าภายใต้โครงสร้างใหม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีบทหน้าที่อย่างไรบ้าง จากนี้จะมีการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนต์กับผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการศธ. กับรัฐมนตรีว่าการ มท. จะหารือร่วมกันสัปดาห์หน้าเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต่อไปจะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) พร้อมทั้งจะทำคู่มือการปฏิบัติหน้าที่ของศธภ.และศธจ.

“คำสั่งมาตรา 44 มี 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.ตั้ง ศธจ.  มีหน้าที่พัฒนาการศึกษา โดยบูรณาการการจัดการศึกษาของทุกสังกัด เพื่อระดมการขับเคลื่อนการศึกษาให้เป็นเอกภาพ และ2 ตั้ง กศจ. เพื่อแก้ปัญหาให้ครูได้รับความเป็นธรรมในเรื่องโยกย้าย” นายการุณ กล่าว และว่า เบื้องต้นตนได้ทำความเข้าใจกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่ประถมศึกษา 2 รอบแล้ว และวันที่ 30 มีนาคมนี้ จะมีการประชุมกันอีกครั้ง เพื่อซักซ้อมบทบาทหน้าที่การรับหน้าที่เป็นศธจ.ต้องทำอย่างไรบ้าง” นายการุณ กล่าว

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/85255