สพฐ.จัดงบอุดหนุนอนุบาล 3 ขวบเต็มเพดานให้ 5.8 พันโรง กว่า 93 ล้าน ตาม รธน.แล้ว

นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ผู้อำนวยสำนักงานนโยบายและแผน (สนผ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงนามในหนังสือคำสั่งเรื่อง จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน งบอุดหนุนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ ผู้อำนวยการโงเรียนที่เป็นหน่วยเบิกทุกโรงเรียน อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบฯ ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ สพฐ. จัดสรรงบฯ ให้กับโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล 1 หรืออนุบาล 3 ขวบ เต็มจำนวน 100% เป็นเงิน 93,797,775 บาท โดยมีโรงเรียนสังกัด สพฐ.เปิดสอนระดับอนุบาล 3 ขวบ จำนวน 5,895 โรง รวมจำนวนนักเรียนระดับอนุบาล 3 ขวบที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.เปิดสอน จำนวน 56,335 คน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนด “การจัดสรรงบฯ ให้เด็กระดับอนุบาล 1 หรืออนุบาล 3 ขวบครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ให้เต็ม 100% คิดเป็นเงินรวม 2,830 บาทต่อคนต่อปี แบ่งเป็น 5 รายการ คือ เงินอุดหนุนรายหัว 850 ต่อคนต่อปี ส่วนที่เหลือสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา และการจัดกิจกรรมอีก 4 รายการ คือ ค่าหนังสือเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน และค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ขณะเดียวกัน สพฐ.ยังจัดส่งคู่มือการใช้งบฯ เพื่อจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กอนุบาล 3 ขวบด้วย เพื่อให้โรงเรียนนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาของนักเรียนได้อย่างเหมาะสม” นายสุรศักดิ์ กล่าว
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :  คลิก>>l

ประเมินสถานศึกษารอบ 4 ต.ค.นี้ โละ”รับรอง-ไม่รับรอง”

มื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้หารือร่วมกับ ผู้บริหารสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และหน่วยงานใน ศธ.ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณภาพสถานศึกษา โดยหลักการที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การประเมินคุณภาพสถานศึกษาในระยะนี้ จะไม่มีการประเมินเพื่อรับรองหรือไม่รับรองคุณภาพสถานศึกษา แต่จะเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในการประเมินจะดำเนินการตามกรอบมาตรฐานที่ตกลงร่วมกันระหว่าง ศธ.กับ สมศ.ซึ่งจะเป็นกรอบมาตรฐานกว้างๆ และให้สถานศึกษาแต่ละสังกัดไปจัดทำรายละเอียดการประเมินของตนเอง ซึ่งต่อไปจะไม่มีมาตรฐานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของแต่ละสังกัดอีกแล้ว จะมีเพียงมาตรฐานเดียวที่ ศธ.และ สมศ.เห็นชอบร่วมกัน ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า เมื่อได้กรอบมาตรฐานกลางซึ่ง สมศ.และ ศธ.เห็นชอบร่วมกันแล้ว สถานศึกษาจะไปพัฒนาตัวเองตามแนวทางที่กำหนด และเขียนรายงานการพัฒนาตัวเองส่งมายังต้นสังกัด จากนั้น สมศ.และต้นสังกัดจะส่งผู้ประเมินลงไป ซึ่งผู้ประเมินประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 กลุ่ม คือผู้ทรงคุณวุฒิจาก สมศ. ผู้ทรงคุณวุฒิจาก ศธ. และกลุ่ม ผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่คนละจังหวัด ทั้งนี้การประเมินจะไม่เน้นเอกสาร แต่เป็นการประเมินในเชิงคุณภาพจากการพูดคุยและสังเกตการณ์ โดยกรอบการประเมินจะดูในเรื่องของคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการเรียนการสอน คุณภาพการบริหาร และคุณภาพของการประกัน ซึ่งได้ย้ำเป็นพิเศษในส่วนของคุณภาพการเรียนการสอน ขอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะใหม่ ซึ่งได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม “สิ่งที่จะดำเนินการระยะนี้คือ สมศ.จะจัดส่งร่างกรอบมาตรฐานการประเมินแต่ละสังกัด ทั้งก่อนวัยเรียน ระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาให้ ศธ.พิจารณา เพื่อยืนยันว่าเป็นกรอบมาตรฐานที่เห็นชอบร่วมกัน จากนั้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ สมศ.จะเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง จัดอบรมพัฒนาผู้ทรงคุณวุฒิที่จะต้องลงไปประเมินสถานศึกษาแต่ละกลุ่มอย่างเข้มข้นในช่วงเดือนสิงหาคม คาดว่าจะสามารถเริ่มประเมินสถานศึกษารอบ 4 ได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยกลุ่มที่จะเข้ารับการประเมินรุ่นแรกขอให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ ส่วนจะนำร่องจำนวนเท่าไรนั้น ต้องพิจารณาความเหมาะสมร่วมกันอีกครั้ง” นายชัยพฤกษ์กล่าว ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ที่มา http://www.matichon.co.th/po