ห้องเรียนสาระศิลปะดนตรีนาฏศิลป์



บรรทัด 5 เส้น จุดเริ่มต้นของการเขียนโน้ต

บรรทัด 5 เส้น จุดเริ่มต้นของการเขียนโน้ต   



1.      บรรทัด 5 เส้น (Staff) หรือ (stave)

เป็นบรรทัดที่มีอยู่ 5 เส้น ใช้สำหรับการบันทึกตัวโน้ตเพื่อให้รู้ว่าโน้ตที่กำหนดให้นั้นมีระดับเสียงสูงหรือต่ำระดับใด ใช้เสียงอะไร การบันทึกโน้ตลงในบรรทัด 5 เส้นจะใช้ทุกเส้นและทุกช่องของบรรทัด 5 เส้น





ที่มา : หนังสือหลัการประพันธ์เบื้องต้น ผ.ศ.พีระชัย ลี้สมบูรณ์ผล

 


การกำหนดตำแหน่งเส้นของบรรทัด 5 เส้น จะกำหนดให้เส้นที่อยู่ด้านล่างสุดเป็นเส้นที่ 1 โดยเส้นที่ 2, 3, 4 และ 5  จะอยู่ถัดขึ้นไปตามลำดับ ดังรูป

 

การกำหนดตำแหน่งช่องในบรรทัด 5 เส้น จะกำหนดให้ช่องที่อยู่ด้านล่างสุดเป็นช่องที่ 1 โดยช่องที่ 2, 3, และ 4 จะอยู่ถัดขึ้นไปตามลำดับ ดังรูป

การทำความเข้าใจกับตำแหน่งเส้นและช่องในบรรทัด 5 เส้น จะเป็นการเริ่มต้นในการสร้างพื้นฐานในการอ่าน
โน้ตในระดับที่สูงขึ้นไป

Kees van Dongen จิตรกรขวัญใจไฮโซ












































































































































 

 

 


Cornelis Theodorus Maria van Dongen เป็นชื่อเต็มของจิตรกรชาว Dutch ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งเป็นจิตรกรกลุ่ม Fauves ที่มี Henri Matisse เป็นผู้นำ นิยมการวาดภาพด้วยสีที่ตัดกันอย่างรุนแรง

 

 


 



Kees van Dongen เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ.1877 ที่เมืองเล็กๆชื่อ Delfshaven ไม่ไกลจากเมือง Rotterdam ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ Netherlands ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติในวัยเด็กของ Kees van Dongenมากนัก ในปี ค.ศ.1892

 

 

เมื่ออายุได้ 16 ปี Kees van Dongen เข้าเรียนศิลปะภาคค่ำที่ The Royal Academy of Fine Arts ในกรุง Rotterdam ระหว่างเรียนหนังสือ Kees van Dongen ใช้ชีวิตอยู่ในย่าน Red Quarter ซึ่งตั้งอยู่ริมท่าเรือ เขาหาเลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยการวาดภาพขาย ภาพส่วนใหญ่ที่วาดเป็นภาพใกล้ตัวคือ ทิวทัศน์ทะเล กะลาสี และหญิงบริการ เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ.1897 Kees van Dongen เดินทางไปกรุง Paris ช่วงเวลาสั้นๆและกลับไปอีกครั้งในเดือนธันวาคมของปี ค.ศ.1899 เพื่อปักหลักอย่างถาวร

 

 

 


 

 



ชีวิตในกรุง Paris ของ Kees van Dongen เป็นไปอย่างปกติ เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการวาดภาพขาย วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.1901 Kees van Dongen แต่งงานกับAugusta Preitinger เพื่อนสาวที่เรียนศิลปะด้วยกันที่  Rotterdam เมื่อมีผลงานมากขึ้น Kees van Dongen ก็ได้นำภาพเขียนของตนออกแสดง ครั้งสำคัญที่สุดคือ Salon d′automne ในปี ค.ศ.1905 ที่ภาพเขียนของเขาถูกนำมาแสดงในห้องเดียวกับ Henri Matisse เพราะมีวิธีการวาดและการใช้สีที่คล้ายกันคือใช้สีที่ตัดกันรุนแรง ต่อมาจึงได้มีการเรียกศิลปินที่วาดและใช้สีแบบนี้ว่าเป็นพวก fauves ซึ่งหมายถึงสัตว์ป่า

 

 

ศิลปินพวก fauves มีอยู่หลายคน เช่น Maurice de Vlaminck, Othon Friesz, Henri Rousseau, Robert Delaunay, Albert Marquet และ Edouard Vuillard ภาพที่ Kees van Dongen นำมาแสดงคือภาพที่มีชื่อว่า Femme Fatale เป็นภาพที่มีสีสันร้อนแรงมาก

 

 



ในปี ค.ศ.1904 Kees van Dongen นำภาพเขียนของตนเองจำนวน 100 ภาพไปแสคงที่ห้องแสดงภาพเขียนแห่งหนึ่งในกรุง Paris ชื่อ Ambroise Vollard ต่อมาในปี ค.ศ.1906 Kees van Dongen และภรรยาย้ายไปพักอยู่ในบริเวณที่ชื่อว่า Le Bateau-Lavoir ในย่าน Montmartre ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีศิลปินชื่อดังอาศัยอยู่หลายคน เช่น Pablo Picasso กับคู่รัก Fernande Olivier ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทและในปี ค.ศ.1907 Kees van Dongen ได้วาดภาพของFernande Olivier ให้กับ Pablo Picasso ด้วย

 

 

 

 



นอกจากจะวาดภาพขายเพื่อหาเลี้ยงชีพแล้ว Kees van Dongen ยังวาดภาพการ์ตูนให้กับหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับเช่น Le Rire, Gil Blas และ La Revue Blanche รวมทั้งวาดภาพเหมือนให้กับขุนนางและเศรษฐี ต่อมาในปี ค.ศ.1910Kees van Dongen เดินทางไปหลายประเทศ เช่น Spain,Morocco และ Egypt เพื่อหาแรงบันดาลใจในการวาดภาพ

 

 

 

 

 

 

 



ในปี ค.ศ.1913 Kees van Dongen วาดภาพเปลือยภรรยาของตัวเองและนำไปแสดงที่งานแสดงภาพเขียนระดับชาติที่ชื่อ Salon d′Automne ภาพดังกล่าวแขวนให้คนชมอยู่ได้ไม่นานก็ถูกตำรวจปลดลงเนื่องจากถูกมองว่าเป็นภาพอนาจาร

 



ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1ไม่นาน Kees van Dongen ย้ายบ้านมาอยู่ที่ย่าน Montparnasse และเริ่มเข้าสังคมกับคนชั้นสูง ความเป็นคนสนุก เปิดเผยและโผงผางไม่เกรงกลัวใคร ทำให้เขาเป็นที่สนใจของคนในสังคม ในช่วงเวลานี้เองที่เขารับวาดภาพเหมือนของเศรษฐีและคนชั้นสูงเป็นจำนวนมาก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงKees van Dongen กลายเป็นจิตรกรที่กล่าวขวัญถึงกันมากในหมู่ชนชั้นสูงและมีคนถามหามากที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ภาพเหมือนที่เขาวาดส่วนใหญ่เขาจะวาดให้ดูดีกว่าตัวจริงเช่น มีสัดส่วนที่สวยงามกว่าตัวจริง ดูผอมและหุ่นดีกว่าตัวจริง คนชั้นสูงจึงนิยมให้เขาวาดภาพเหมือนกันมากจนตัวผู้วาดเองถึงกับกล่าวว่า ภาพวาดของเขาคือ การโกหกที่สวยงามที่สุด

 

 

 

 

 

 

 



สำหรับชีวิตส่วนตัวของ Kees van Dongen นั้น เขาหย่าขาดกับภรรยาคนแรกในปี ค.ศ.1921 และแต่งงานใหม่ในปี ค.ศ.1953 กับ Marie-Claire Huguen ในปี ค.ศ.1926 ได้รับอิสสริยาภรณ์ระดับสูง Légion d′honneur จากรัฐบาลฝรั่งเศส และในปีต่อมา Kees van Dongen ก็ได้รับอิสสริยาภรณ์ระดับสูง Order of the Crown of Belgium ที่สำคัญที่สุดก็คือในปี ค.ศ.1929 Kees van Dongen ได้รับสัญชาติฝรั่งเศส

 

 

 

 



ผลงานที่มีชื่อเสียงของ Kees van Dongen มีอยู่มากมาย ที่ชอบมากๆก็คือ The Corn Poppy ที่ปัจจุบันแสดงอยู่ที่ Museum of Fine Arts ใน Houston

 


ส่วนภาพวาดที่มีคนสนใจกันมากก็คือภาพวาดของ BB หรือ Brigitte Bardot ผู้หญิงที่สวยและเซ็กซี่ที่สุดในช่วงเวลานั้น ภาพชุดดังกล่าว Kees van Dongen วาดในปี ค.ศ.1959 เมื่อเขามีอายุกว่า 80 ปี

 

 

 

 

 

 



ในบั้นปลายของชีวิต Kees van Dongen ใช้ชีวิตอย่างสงบและมีความสุขอยู่ที่รัฐ Monaco เขายังคงวาดภาพต่อมาเรื่อยๆจนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.1968

 

 

 

 

 

 

 

แฟชั่นทรงผม แหวกแนว สุด สุด

แฟชั่นทรงผม แหวกแนว สุด สุด

1
1

2
2

3
3

4
4

5
5

6
6

7
7

8
8

9
9

10
10

11
11

12

เพลง เพื่อ ชีวิต

เพื่อชีวิต...หรือ.....เพื่อใคร

ขอบคุณภาพ

          จากการแสดงคอนเสิร์ต  "อยู่อย่าง...สิงห์ ไลฟ์ อิน ธันเดอร์ โดม บาย พงษ์สิทธิ์ คำภีร์” ที่เพิ่งแสดงผ่านไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ถือเป็นการแสดงเต็มรูปแบบครั้งแรกในเมืองหลวง  ประกอบด้วยศิลปิน ปู-พงษ์สิทธิ์  เล็ก คาราบาว มือกีตาร์คนดัง โอม-ชาตรี น้อง ๆ จากมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม กว่า 30 ชีวิต หงา คาราวาน  ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ  ชุมพล เอกสมญา ลูกชาย พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา (จ่าเพียร)  3 พี่น้อง สินเจริญ บราเธอร์  และเติมสีสันกับหญิงเดียวของเวที จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ถือว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทุกท่าน ที่มาข่าว  นสพ.คอม 

ขอบคุณภาพ

            พงษ์สิทธิ์  คำภีร์  นับได้ว่าเป็นศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นที่  3  ที่สร้างสรรค์ผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง  อยากทราบหรือเปล่าว่าตำนานเพลงเพื่อชีวิตมีความเป็นมาอย่างไร
          

สาระที่ 2 ดนตรี
มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า
ของดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล

          เพลงเพื่อชีวิต (Songs for Life) คือ ประวัติศาสตร์ในทุกช่วงของเวลาที่ต่างกัน ความหมายของบทเพลงเพื่อชีวิตก็แตกต่างกัน แต่ยังคงไว้ด้วยแกนแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งมีทั้งเนื้อหาที่สุดขั้ว เรียบง่าย ฟังสบาย ให้กำลังใจ เดิมทีเพลงเพื่อชีวิต  ถูกเรียกว่า " เพลงชีวิต " จากนั้นถูกบัญญัติชื่อใหม่ว่า " เพลงเพื่อชีวิต " ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2480 จุดเริ่มต้นของแนวเพลงชีวิตยุคบุกเบิกได้ถือกำเนิดขึ้น รวมทั้งเพลงเสียดสี ยั่วล้อสังคม นับได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ศิลปินมีบทบาทสะท้อนความทุกข์ยากของผู้คน รวมถึงการโกงกินของผู้แทนและนักการเมือง ออกมาในบทเพลงของพวกเขา โดยมีสภาพที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนในช่วงระหว่างสงครามและหลังสงคราม  ผู้บุกเบิกแนวเพลงเพื่อชีวิตเป็นคนแรกคือ อาจารย์แสงนภา บุญราศรี เป็นผู้ร้องเพลงที่สะท้อนภาพปัญหาของชีวิต และปัญหาของสังคมอยู่ในยุคแรกๆนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความทุกข์ยากของคนปาดตาลในเพลงที่มีชื่อว่า “คนปาดตาล”  และอีกหลายๆบทเพลง 

            จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นช่วงที่เพลงชีวิตซบเซาถึงขีดสุด แต่ได้เกิดเพลงชีวิตอีกแนวหนึ่งโดยนักเขียนนาม “จิตร ภูมิศักดิ์” ขึ้นภายในกำแพงคุก ในช่วงที่ถูกจองจำเป็นนักโทษการเมือง และพัฒนาเป็นต้นแบบของ “เพลงเพื่อชีวิต” ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 โดยนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยท่ามกลางความมืดมิดในยุคเผด็จการครองเมืองก่อน 14 ตุลา 2516 ณ ห้วงเวลานั้น จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบทความที่เสนอแนวคิดเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ขึ้นมา และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวเพลงใหม่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา นั่นก็คือ “เพลงเพื่อชีวิต” กล่าวได้ว่าเพลงเพื่อชีวิตคือ เพชรเม็ดงามทางด้านวัฒนธรรม อันเกิดจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 

หลักการออกแบบ

ความหมายของการออกแบบ     
        วิถีชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต มีความสัมพันธ์กับการออกแบบทั้งสิ้น เพราะในการดำรงชีวิตของเรา จะต้องกำหนดวางแผน ในขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ต่อสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำการใดๆ หากขาดการวางแผนหรือขั้นตอนการออกแบบแล้วก็อาจทำให้กิจกรรม หรือ งานนั้นประสบความสำเร็จได้ยาก ถ้าการออกแบบเป็นเงาตามตัวของชีวิตเรา การออกแบบคืออะไร 
        การออกแบบ คือศาสตร์แห่งการแก้ปัญหา ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น โดยอาศัยความรู้ และหลักการของศิลปะ นำมาใช้ให้เกิดความสวยงามและมีประโยชน์ใช้สอย 
        ความสวยงาม จะเน้นด้านจิตใจเป็นหลัก เป็นสิ่งแรกที่เราได้สัมผัสก่อน คนเราแต่ละคนต่างมีความรับรู้เรื่อง ความสวยงาม กับความพอใจ ในทั้ง 2 เรื่องนี้ไม่เท่ากัน จึงเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอย่างมาก และไม่มีเกณฑ์ ในการ ตัดสินใดๆ เป็นตัวที่กำหนดชัดเจน ดังนั้นงานที่เราได้มีการจัดองค์ประกอบที่เหมาะสมนั้น ก็จะมองว่าสวยงาม ได้เหมือนกัน ซึ่งผลจากการออกแบบจะทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความสุข เกิดความพึงพอใจ การออกแบบประเภทนี้ ได้แก่ การออกแบบด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ตลอดจนงานออกแบบตกแต่งต่างๆ เช่น งานออกแบบ ตกแต่ง ภายในอาคาร งานออกแบบตกแต่งสวนหย่อม
        ประโยชน์ใช้สอย ผู้ออกแบบโดยมากจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับเป็นจุดมุ่งหมายแรกของการออกแบบ ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับมีทั้งประโยชน์ในการใช้สอย และประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร การออกแบบเพื่อ ประโยชน์ ในการใช้สอยที่สำคัญ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ เช่น อุปกรณ์ในการ ประกอบอาชีพทางการเกษตรมีแห อวน ไถ หรืออุปกรณ์สำนักงานต่างๆ เช่น โต๊ะ, เก้าอี้. ตู้, ชั้นวางหนังสือ เป็นต้น ประโยชน์เหล่านี้จะเน้นประโยชน์ทางกายโดยตรง ส่วน ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร ได้แก่ การออกแบบหนังสือ โปสเตอร์ งานโฆษณา ส่วนใหญ่มักจะเน้นการสื่อสารถึงกันด้วยภาษาและภาพ ซึ่งสามารถรับรู้ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ผู้ออกแบบจำเป็นจะต้องมีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ซึ่งการออกแบบ โดยมากมักจะเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาชุมชน ประโยชน์ด้านนี้จะเน้นทางด้านความศรัทธาเชื่อถือ และการ ยอมรับ ตามสื่อที่ได้รับรู้
       

         ความสำคัญของการออกแบบ
                     ถ้าการออกแบบสามารถแก้ไขปัญหาของเราได้ การออกแบบจึงมีความสำคัญ และคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของเรา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และทัศนคติ กล่าวคือ
มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเรา เช่น 
        1. การวางแผนการการทำงาน งานออกแบบจะช่วยให้การทำงานเป็นไปตาม ขั้นตอน อย่างเหมาะสม และประหยัดเวลา ดังนั้นอาจถือว่าการออกแบบ คือ การวาง แผนการทำงานที่ดี 
        2. การนำเสนอผลงาน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ ตรงกันอย่างชัดเจน ดังนั้น ความสำคัญในด้านนี้ คือ เป็นสื่อความหมายเพื่อความเข้าใจ ระหว่างกัน 
        3. สามารถอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงาน งานบางประเภท อาจมีรายละเอียดมากมาย ซับซ้อน ผลงานออกแบบ จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง และผู้พบเห็นมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลงานออกแบบ คือ ตัวแทนความคิดของผู้ออกแบบได้ทั้งหมด 
        4. แบบ จะมีความสำคัญมาก ถ้าผู้ออกแบบกับผู้สร้างงานหรือผู้ผลิต เป็นคนละคนกัน เช่น สถาปนิกกับช่างก่อสร้าง นักออกแบบกับผู้ผลิตในโรงงาน หรือถ้าจะเปรียบไปแล้ว นักออกแบบก็เหมือนกับคนเขียนบทละครนั่นเอง 
มีคุณค่าต่อวิถีชีวิตของเรา คือ 
                     1. คุณค่าทางกาย 
        คุณค่าของงานออกแบบที่มีผลทางด้านร่างกาย คือคุณค่าที่มีประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ไถมีไว้สำหรับไถนา แก้วมีไว้สำหรับใส่น้ำ ยานพาหนะมีไว้สำหรับเดินทาง บ้านมีไว้สำหรับอยู่อาศัย เป็นต้น 
                     2. คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึก 
         คุณค่าของงานออกแบบที่มีผลทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นคุณค่าที่เน้นความชื่นชอบ พึงพอใจ สุขสบายใจ หรือ ความรู้สึกนึกคิดด้านอื่น ๆ ไม่มีผลทางประโยชน์ใช้สอยโดยตรง เช่น งานออกแบบทางทัศนศิลป์ การออกแบบ ตกแต่ง ใบหน้าคุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึกนี้ อาจจะเป็นการออกแบบ เคลือบแฝงในงานออกแบบ ที่ม ีประโยชน์ทางกายก็ได้ เช่น การออกแบบตกแต่งบ้าน ออกแบบตกแต่งสนามหญ้า ออกแบบตกแต่งร่างกายเป็นต้น
                     3. คุณค่าทางทัศนคติ 
คุณค่าของงานออกแบบที่มีผลทางทัศนคติ เน้นการสร้างทัศนคติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้พบเห็น เช่น อนุสาวรีย์สร้างทัศนคติให้รักชาติ กล้าหาญ หรือทำความดี งานจิตรกรรมหรือประติมากรรมบางรูปแบบ อาจจะ แสดงความกดขี่ขูดรีด เพื่อเน้นการระลึกถึงทัศนคติที่ดีและถูกควรในสังคม เป็นต้น 

          หลักการออกแบบ
                     การออกแบบมีหลักการพื้นฐาน โดยอาศัยส่วนประกอบขององค์ประกอบศิลป์ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทเรียนเรื่อง “ องค์ประกอบศิลป์ ” คือ จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง น้ำหนัก สี และพื้นผิว นำมาจัดวางเพื่อให้เกิดความสวยงาม โดยมีหลักการ ดังนี้ 
         1. ความเป็นหน่วย (Unity) 
ในการออกแบบ   ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงงานทั้งหมดให้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน   เป็นกลุ่มก้อน หรือมีความ สัมพันธ์กัน ทั้งหมดของงานนั้นๆ   และพิจารณาส่วนย่อยลงไปตามลำดับ   ในส่วนย่อยๆก็คงต้องถือหลักนี้เช่นกัน 
         2. ความสมดุลหรือความถ่วง (Balancing) 
เป็นหลักทั่วๆไปของงานศิลปะที่จะต้องดูความสมดุลของงานนั้นๆ   ความรู้สึกทางสมดุลของงานนี้ เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในส่วนของความคิดในเรื่องของความงามในสิ่งนั้นๆ   มีหลักความสมดุลอยู่ 3 ประการ 
       2.1 ความสมดุลในลักษณะเท่ากัน (Symmetry  Balancing) 
คือมีลักษณะเป็นซ้าย-ขวา   บน-ล่าง   เป็นต้น   ความสมดุลในลักษณะนี้ดูและเข้าใจง่าย 
       2.2 ความสมดุลในลักษณะไม่เท่ากัน (Non-symmetry  Balancing) คือมีลักษณะสมดุลกันในตัวเองไม่จำเป็นจะต้องเท่ากัน   แต่ดูในด้านความรู้สึกแล้วเกิดความสมดุลกันในตัว   ลักษณะการสมดุลแบบนี้ผู้ออกแบบจะต้องมีการประลองดูให้แน่ใจในความรู้สึกของผู้พบเห็นด้วย   ซึ่งเป็น ความสมดุลที่เกิดในลักษณะที่แตกต่างกันได้   เช่น   ใช้ความสมดุลด้วยผิว (Texture) ด้วยแสง-เงา (Shade) หรือด้วยสี (Colour) 
        2.3 จุดศูนย์ถ่วง (Gravity  Balance) การออกแบบใดๆที่เป็นวัตถุสิ่งของและจะต้องใช้งานการทรงตัวจำเป็นที่ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงจุดศูนย์ถ่วง   ได้แก่ การไม่โยกเอียง  หรือให้ความรู้สึกไม่มั่นคงแข็งแรง   ดังนั้นสิ่งใดที่ต้องการจุศูนย์ถ่วงแล้ว   ผู้ออกแบบ จะต้อง ระมัดระวังในสิ่งนี้ให้มาก   ตัวอย่างเช่น   เก้าอี้จะต้องตั้งตรง   ยึดมั่นทั้งสี่ขาเท่าๆกัน   การทรงตัวของ คน ถ้ายืน 2 ขา   ก็จะต้องมีน้ำหนักลงที่เท้าทั้ง 2 ข้างเท่าๆกัน   ถ้ายืนเอียงหรือพิงฝา   น้ำหนักตัวก็จะลงเท้าข้างหนึ่ง   และ ส่วนหนึ่งจะลงที่หลังพิงฝา รูปปั้นคนในท่าวิ่ง จุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ที่ใด ผู้ออกแบบจะต้องรู้และวางรูป ได้ถูกต้อง   เรื่อง ของจุดศูนย์ถ่วง จึงหมายถึงการทรงตัวของวัตถุสิ่งของนั่นเอง 
3. ความสัมพันธ์ทางศิลปะ ( Relativity  of  Arts) 
ในเรื่องของศิลปะนั้น   เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณากันหลายขั้นตอน   เพราะเป็นเรื่องความรู้สึกที่สัมพันธ์กัน   อันได้แก่ 
      3.1 การเน้นหรือจุดสนใจ ( Emphasis  or  Centre  of  Interest) งานด้านศิลปะผู้ออกแบบจะต้องมีจุดเน้นให้เกิดสิ่งที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น   โดยมีข้อบอกกล่าว เป็นความรู้สึกร่วม ที่เกิดขึ้นเองจากตัวของศิลปกรรมนั้นๆ   ความรู้สึกนี้ผู้ออกแบบจะต้องพยายามให้เกิดขึ้นเหมือนกัน 
       3.2 จุดสำคัญรอง ( Subordinate)  
คงคล้ายกับจุดเน้นนั่นเอง   แต่มีความสำคัญรองลงไปตามลำดับ   ซึ่ง อาจจะเป็นรองส่วนที่ 1  ส่วนที่ 2 ก็ได้   ส่วนนี้จะช่วยให้เกิดความลดหลั่นทางผลงานที่แสดง   ผู้ออกแบบจะต้อง คำนึงถึงสิ่งนี้ด้วย 
       3.3 จังหวะ ( Rhythem)  
โดยทั่วๆไปสิ่งที่สัมพันธ์กันในสิ่งนั้นๆย่อมมีจังหวะ   ระยะหรือความถี่ห่างในตัวมันเองก็ดี   หรือสิ่งแวดล้อม ที่ สัมพันธ์ อยู่ก็ดี   จะเป็นเส้น   สี   เงา   หรือช่วงจังหวะของการตกแต่ง   แสงไฟ   ลวดลาย   ที่มีความสัมพันธ์กัน ในที่นั้น   เป็นความรู้สึกของผู้พบเห็นหรือผู้ออกแบบจะรู้สึกในความงามนั่นเอง 
       3.4  ความต่างกัน ( Contrast)  
เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้มีการเคลื่อนไหวไม่ซ้ำซากเกินไป   หรือเกิดความเบื่อหน่าย   จำเจ   ในการ ตกแต่ง ก็เช่นกัน   ปัจจุบันผู้ออกแบบมักจะหาทางให้เกิดความรู้สึกขัดกันต่างกัน   เช่น   เก้าอี้ชุดสมัยใหม่   แต่ขณะ เดียวกันก็มีเก้าอี้สมัยรัชกาลที่ 5 อยู่ด้วย 1 ตัว   เช่นนี้ผู้พบเห็นจะเกิดความรู้สึกแตกต่างกัน   ทำให้เกิดความรู้สึก ไม่ซ้ำซาก   รสชาติแตกต่างออกไป 
       3.5 ความกลมกลืน ( Harmomies)   ความกลมกลืนในที่นี้หมายถึงพิจารณาในส่วนรวมทั้งหมดแม้จะมีบางอย่างที่แตกต่างกัน   การใช้สีที่ตัดกัน   หรือ การใช้ผิว   ใช้เส้นที่ขัดกัน   ความรู้สึกส่วนน้อยนี้ไม่ทำให้ส่วนรวมเสียก็ถือว่าเกิดความกลมกลืนกันในส่วนรวม   ความกลมกลืนในส่วนรวมนี้ถ้าจะแยกก็ได้แก่ความเน้นไปในส่วนมูลฐานทางศิลปะอันได้แก่   เส้น   แสง-เงา   รูปทรง   ขนาด   ผิว   สี   นั่นเอง 

   ที่มา:   http://skm.nfe.go.th/art_designbasic.html

ความแตกต่างของกีตาร์คลาสสิกกับกีตาร์อื่น ๆ

 กีตาร์คลาสสิก (Classic Guitar)

        กีตาร์คลาสสิกเป็นเครื่องดนตรีสากลชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในประเภทเครื่องสาย ทำให้เกิดเสียงโดยการดีด 

ความแตกต่างของกีตาร์คลาสสิก กับ กีตาร์อื่น ๆ

        1. ขนาดของคอกีตาร์ จะมีขนาดที่กว้างใหญ่กว่ากีตาร์ชนิดอื่น
        2. ใช้สายไนล่อน หรือ สายเอ็นส่วนกีตาร์อื่นใช้สายลวด

  
 
 ภาพกีตาร์คลาสสิก
 ที่มา : Bngmuscithailand

ส่วนประกอบที่สำคัญของกีตาร์คลาสสิก
    มีส่วนประกอบที่สำคัญ 
ส่วน คือ
    
1. ส่วนหัว (Head) เป็นไม้มีรูเจาะเป็นช่องยาว 2 ช่องในช่องยาวนี้จะมีแกนสำหรับใส่สายกีตาร์ ส่วนใหญ่เป็นพลาสติค มีปลายยื่นออกมาด้านหลังเป็นลูกบิด 6 อัน
    2. ส่วนคอ (Neck) กีตาร์คลาสสิกจะมีคอที่ใหญ่กว่ากีตาร์อื่น ๆ จำนวนเฟร็ตะมีทั้งหมด 12 เฟร็ต
    3. ลำตัว (Body) เป็นส่วนที่ยึดติดกับคอกีตาร์ ตั้งแต่เฟร็ตที่ 12 เข้ามาในกล่องเสีย

วิธีการเล่นกีตาร์คลาสสิก
    ตำแหน่งเสียงและวิธีการเล่นก็เหมือนกับการเล่นกีตาร์ทั่วไป แต่จะแตกต่างกันตรงที่ว่า กีตาร์คลาสสิก จะใช้นิ้วดีดสายเป็นลักษณะเกาสายกีตาร์ เวลาเล่นจะเล่นเป็นทำนองเพลงประกอบประกอบกับเสียงเบสและเสียงประสานไปด้วย 

    สังเกตวิธีการเล่นกีตาร์คลาสสิกจากนักกีตาร์คลาสสิกฝีมือระดับโลกนี้ดูครับ

 
 
 


ศึกษาเรื่องดนตรีอื่น ๆ ได้ที่ เว็บครูดนตรี

ประวัติความเป็นมาของเพลงสรรเสริญพระบารมี


   เพลงสรรเสริญพระบารมี   

            เพลงสรรเสริญพระบารมี มีเค้าโครงว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีเพลงที่มีลักษณะคล้ายเพลงสรรเสริญพระบารมีอยู่ก่อนแล้ว ใช้บรรเลงในเวลาพระมหากษัตริย์เสด็จลงท้องพระโรงและเสด็จขึ้นแต่เพลงสรรเสริญพระบารมีในฐานะเพลงชาตินั้น เริ่มปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีการใช้เพลง God Save the King ซึ่งเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติของอังกฤษ บรรเลงเป็นเพลงถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์ ตามแบบอย่างการฝึกทหารของอังกฤษ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้ใช้ทำนองเพลงนี้แต่งคำร้องสรรเสริญพระบารมีถวายโดยให้ชื่อว่า “เพลงจอมราชจงเจริญ”

           จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์และเกาะชวาในปี พ.ศ. 2414 ขณะที่ทรงประทับอยู่ที่สิงคโปร์นั้น ทหารอังกฤษได้ใช้เพลง God Save the King บรรเลงเป็นเพลงเกียรติยศรับเสด็จ ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าทั้งอังกฤษและไทยต่างใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเพลงเดียวกัน ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองปัตตาเวีย ชาวฮอลันดาที่ตั้งอาณานิคมที่นั้น ได้ถามถึงเพลงประจำชาติของไทย เพื่อจะได้นำไปบรรเลงรับเสด็จ พระองค์จึงมีพระราชดำริแก่ครูดนตรีไทย ให้แต่งเพลงแตรวงรับเสด็จเพื่อใช้แทนเพลง God Save the King

          คณะครูดนตรีไทยจึงได้เสนอเพลงบุหลันลอยเลื่อน (หรือเพลงทรงพระสุบิน) ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายเฮวุดเซน (Heutsen) ครูดนตรีในกรมทหารมหาดเล็กชาวฮอลันดา เรียบเรียงทำนองขึ้นใหม่ให้เป็นทางดนตรีตะวันตก และได้ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2414 จนถึง พ.ศ. 2431 (ดร. สุกรี เจริญสุข ได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพลงเดียวกันกับเพลงสรรเสริญเสือป่า ซึ่งใช้เป็นเพลงเกียรติยศของเสือป่าในสมัยรัชกาลที่ 6

          ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนมาใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับที่เป็นผลงานของ ปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์ชาวรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธ์เนื้อร้องประกอบและได้ออกบรรเลงครั้งแรกที่ศาลายุทธนาธิการในปีเดียวกัน ต่อมาทรงนิพนธ์เนื้อร้องของเพลงนี้อีกหลายเนื้อร้องเพื่อขับร้องในกลุ่มต่าง ๆ กัน เช่น ทหาร นักเรียนชาย นักเรียนหญิง เป็นต้น แต่มีเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอีกสำนวนหนึ่งที่เป็นพระนิพนธ์ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ สำนวนนี้เป็นสำนวนสำหรับทหารเรือขับร้องโดยเฉพาะ

          เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับปัจจุบันนั้น เดิมทีเป็นเนื้อร้องที่พระองค์ได้นิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีลงสรงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเพลงสรรเสริญพระบารมี มาพระราชนิพนธ์คำร้องขึ้นใหม่ โดยทรงรักษาคำร้องเดิมเอาไว้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นแต่ทรงเปลี่ยนคำร้องในท่อนสุดท้ายว่า ฉะนี้ ให้เป็น ชโย และประกาศใช้ ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

         ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ได้ใช้ในฐานะเพลงชาติอีกต่อไป แต่ยังคงใช้ในฐานะของเพลงถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์ มีอยู่ช่วงหนึ่งมีการตัดทอนเพลงนี้ให้สั้นลง แต่ได้ยกเลิกการใช้แล้ว

เนื้อเพลง

เนื้อเพลงนี้ คือเนื้อเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใช้ในปัจจุบัน

ข้าวรพุทธเจ้าเอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาลบุญดิเรก
เอกบรมจักรินพระสยามินทร์
พระยศยิ่งยงเย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษาปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาลธ ประสงค์ใด
จงสฤษฎ์ดังหวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัยชโย

วาระและโอกาสในการใช้

  1. พิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ/หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ต้องบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  2. พิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ/หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมกับประมุขต่างประเทศ ให้บรรเลงเพลงชาติของประมุขต่างประเทศ ก่อน แล้วจึง บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี รับเสด็จฯ เมื่อประมุขต่างประเทศเสด็จฯ กลับ หรือไปตามลำพัง ให้บรรเลงเพลงชาติของประเทศนั้น เพื่อ ส่งเสด็จฯ
  3. พิธีที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนิน ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  4. พิธีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  5. พิธีที่ผู้แทนพระองค์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในงานเสด็จพระราชดำเนินต่างๆ
    1. ถ้าผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ หรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
    2. ถ้าผู้แทนพระองค์เป็นบุคคลอื่น เมื่อผู้แทนพระองค์มาถึง ไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ และเมื่อผู้แทนพระองค์นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการเปิดงานและปิดงาน เมื่อผู้แทนพระองค์กลับไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ
  6. การใช้ในช่วงเวลาก่อนฉายภาพยนตร์ ในโรงภาพยนตร์หรือสถานที่ที่มีการฉายภาพยนตร์ ตลอดจนถึงการแสดงคอนเสิร์ต ดนตรี และมหรสพต่างๆ
  7. ใช้ในช่วงยุติการกระจายเสียงประจำวันของสถานีวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย
  8. ใช้ในช่วงเริ่มต้นและยุติการแพร่ภาพออกอากาศประจำวัน ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย หรือในช่วงเปลี่ยนแปลงวันออกอากาศไปสู่วันใหม่ (ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละสถานี)

    เพลงสรรเสริญพระบารมีที่ถูกบันทึกเสียงเก่าแก่ที่สุดในโลกนั้นมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็นการบันทึกเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นการบันทึกเสียงแบบบรรเลงดนตรีไทยเดิม โดยคณะนายบุศย์มหินทร์ (Boosra Mahin) หรือเจ้าหมื่นไววรนาถ เมื่อครั้งรอนแรมไปแสดงที่สวนสัตว์ ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin Zoo) ประเทศเยอรมันนี ในปีพ.ศ. 2443 (in year 1900) โดยเป็นการบันทึกเสียงลงกระบอกเสียงเอดิสันชนิดไขขี้ผึ้งสีน้ำตาลอ่อนหรือที่เรียกว่า Edison brown blank wax cylinder (แบบเดียวกับที่ชมในคลิป) และบันทึกเสียงโดย Dr. Carl Stumpf ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญการศึกษาเรื่องของเสียงและการบันทึกเสียงในประเทศเยอรมันนี 

    ที่มา วิกิพีเดียสาระนุกรมเสรี

    แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม  http://www.t-h-a-i-l-a-n-d.org/main.html

การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสู่การพัฒนาทักษะการคิดกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑


การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสู่การพัฒนาทักษะการคิดกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  

ตัวชี้วัดจากหลักสูตร >>>>สู่แผนการสอนศิลป์ ตอนที่ ๑๕

การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสู่การพัฒนาทักษะการคิดกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

          การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสู่การพัฒนาทักษะการคิดกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยวิเคราะห์เป็น ๔ ประเด็น คือ  ตัวชีวิตแต่ละตัวผู้เรียนควรมีความรู้อะไรและทำอะไรได้ ทักษะการคิด ชิ้นงาน/ภาระงาน และแนวการตัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ในแต่ละประเด็นจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและสะท้อนคุณภาพผู้เรียนตามตัว ชี้วัด

          เพื่อ ให้ง่ายแก่การนำไปใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้และจัดทำแผนการจัดการ เรียนรู้ตามบริบทของโรงเรียนของท่าน ขอนำเสนอเรียงตามลำดับสาระย่อย ดังนี้

สาระที่ ๓ นาฏศิลป์

มาตรฐาน ศ. ๓.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล

ตัวชี้วัด ที่ ๒. บอกสิ่งที่ตนเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์

ผู้เรียนรู้อะไร

          สิ่งที่ชอบในการแสดงนาฏศิลป์

ผู้เรียนทำอะไรได้

          บอกสิ่งที่ตนเองชื่นชอบในการแสดงนาฏศิลป์

 ทักษะการคิด

          ทักษะการเปรียบเทียบ

ชิ้นงาน / ภาระงาน

          ๑. บอกสิ่งที่ตนเองชื่นชอบในการแสดงนาฏศิลป์
          ๒. แยกประเภทนาฏศิลป์ที่ตนเองชอบและไม่ชอบ

แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการคิด

          ๑. ระบุความแตกต่างให้นักเรียนดู วีซีดี การแสดงนาฏศิลป์หลายๆ ชุดร่วมกันอภิปรายความแตกต่าง
         
๒. แยกสิ่งที่มีลักษณะแตกต่างออกจากกัน โดยครูนำภาพการแสดงนาฏศิลป์หลาย ๆ ชุด มาวางเรียงให้นักเรียนแยกตามความชอบ
         
๓. อธิบายแสดงความคิดเห็นของสิ่งที่ตนเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์พร้อมบอกเหตุผล


การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด

 ความคิดรวบยอด

          นาฏศิลป์ไทยมีหลายประเภทมีความอ่อนช้อย นุ่มนวล ทำให้เกิดความประทับใจที่แตกต่างกัน

สาระการเรียนรู้

          การแสดงนาฏศิลป์

 แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

          ๑. ระบุความแตกต่างให้นักเรียนดู วีซีดี การแสดงนาฏศิลป์หลายๆ ชุดร่วมกันอภิปรายความแตกต่าง
         
๒. แยกสิ่งที่มีลักษณะแตกต่างออกจากกัน โดยครูนำภาพการแสดงนาฏศิลป์หลาย ๆ ชุด มาวางเรียงให้นักเรียนแยกตามความชอบ
         
๓. อธิบายแสดงความคิดเห็นของสิ่งที่ตนเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์พร้อมบอกเหตุผล

ที่มา : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. : แนว ทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นบาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ระดับประถมศึกษา

         

แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ (สาระนาฏศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
เรื่อง พื้นฐานด้านนาฏศิลป์                                                              เวลา  .....  ชั่วโมง

ใช้สอนวันที่ ............. เดือน....................................พ.ศ.............          ...................................ผู้สอน
........................................................................................................................................................
....

สาระที่ ๓ นาฏศิลป์

มาตรฐาน ศ. ๓.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล

ตัวชี้วัด ที่ ๒. บอกสิ่งที่ตนเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์

ความคิดรวบยอด

          นาฏศิลป์ไทยมีหลายประเภทมีความอ่อนช้อย นุ่มนวล ทำให้เกิดความประทับใจที่แตกต่างกัน

จุดประสงค์การเรียนรู้

          นักเรียนบอกสิ่งที่ตนเองชื่นชอบในการแสดงนาฏศิลป์ได้

สาระการเรียนรู้

          การแสดงนาฏศิลป์

กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (ปรับได้ตามความเหมาะสม)

          ๑. ระบุความแตกต่างให้นักเรียนดู วีซีดี การแสดงนาฏศิลป์หลายๆ ชุดร่วมกันอภิปรายความแตกต่าง
         
๒. แยกสิ่งที่มีลักษณะแตกต่างออกจากกัน โดยครูนำภาพการแสดงนาฏศิลป์หลาย ๆ ชุด มาวางเรียงให้นักเรียนแยกตามความชอบ
         
๓. อธิบายแสดงความคิดเห็นของสิ่งที่ตนเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์พร้อมบอกเหตุผล

การบูรณาการกับกลุ่มสาระอื่น

          ๑. กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
          ๒.กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
         
๓. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
          ๔. กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
  
        ๕. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
         
๖. กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

สื่อการจัดการเรียนรู้

           วีซีดี การแสดงนาฏศิลป์

  การวัดและประเมินผล

          ๑. การสังเกต
         
   - การแสดงออกของนักเรียน
             - การร่วมกิจกรรม

 ความคิดเห็นของผู้บริหาร/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

 
                                                                                     .................................................ลงชื่อ
                                                                                     (...............................................)
                                                                                       ............/.............../................

บันทึกผลหลังสอน
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................


                                                                                     .................................................ลงชื่อ
                                                                                     (...............................................)
                                                                                       ............/.............../................

 ที่มา สหวิทยาครับ

Ron Mueck ประติมากร silicone


 

 

 

 

 


ประติมากรสมัยใหม่สร้างสรรผลงานได้ง่ายกว่าประติมากรรุ่นเก่าเพราะเครื่อง ไม้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์มีมากกว่าและเอื้อให้ผลงานที่ออกมามีความ เหมือนจริงมากกว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืองานของ Ron Mueck ที่ดูแล้วเกือบจะแยกไม่ออกว่า คือคนจริงหรือเป็นเพียงแค่ผลงานของคน เพราะไม่ว่าจะเป็นผิว เส้นผมหรือโครงร่างดูไม่แตกต่างไปจากคนธรรมดาเท่าไรนัก ยกเว้นอย่างเดียวที่มีความแตกต่างคือ ขนาด

 

 

 

 

 

 

Ron Mueck เป็นประติมากรชาวออสเตรเลีย เกิดเมื่อปี ค.ศ.1958 เป็นลูกชายของคนผลิตของเล่น จึงทำให้เขามีความคุ้นเคยกับงานของพ่อที่ทำเพื่อความสุขของคนอื่น เขามีความแตกต่างจากศิลปินรุ่นใหม่เพราะไม่เคยเข้าโรงเรียนศิลปะเลย หลังจากจบชั้นมัธยมปลายแต่กลับกลายเป็นประติมากรที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ของโลก

 

 

ปัจจุบัน Ron Mueck ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษโดยเขาตั้งบริษัทขึ้นในกรุง London เพื่อทำหุ่นโฆษณาเหมือนจริงโดยใช้ fiberglass และ resin ความถนัดของเขาคือการปั้นรูปผู้คนที่มีความเหมือนจริงมากแต่มีขนาดถ้าไม่ ใหญ่กว่าคนปกติก็เล็กไปเลย

 



หลังจบมัธยมปลาย Ron Mueck เริ่มชีวิตการทำงานในรายการทีวีสำหรับเด็กในออสเตรเลีย โดยรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างหุ่น รายการที่เขามีส่วนร่วมออกอากาศช่อง 7 ในกรุง Melbourne ระหว่างปี ค.ศ.1979-1984



ในปี ค.ศ.1996 Ron Mueck เริ่มสนใจศิลปะ เขาเริ่มทำงานศิลปะกับแม่ยายของเขาที่เป็นศิลปินคือ Paula Rego ผลิตรูปปั้นขนาดเล็กไปแสดงที่ Heyward Gallery ในกรุง London ที่นั่น แม่ยายของเขาแนะนำให้รู้จักกับ Charles Saatchi มหาเศรษฐีชาวอังกฤษเจ้าของบริษัทโฆษณาขนาดใหญ่และยังเป็นนักสะสมผลงานศิลปะ คนสำคัญคนหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นเจ้าของห้องแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่ชื่อ Saatchi Gallery ตั้งอยู่ที่กรุง London Saatchi สนใจงานของ Ron Mueck มากจึงเริ่มสะสมงานของเขาพร้อมกับว่าจ้างให้สร้างเด็กขนาดใหญ่ให้

 



Ron Mueck สร้างผลงานไว้หลายชิ้น ในปี ค.ศ.1997 เขาได้นำผลงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งไปแสดงในงานแสดงศิลปะชื่อ Sensation ที่ Royal Academy ผลงานที่เขานำไปแสดงมีชื่อว่า Dead Dad เป็นผลงานที่ทำให้มีคนรู้จักเขาไป ทั่วโลก

 Dead dad สร้างขึ้นจากความทรงจำและความคิดที่มีต่อพ่อของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นงานที่ทำด้วย silicone ที่ดูแล้วเหมือนมนุษย์จริงแต่มีขนาดเล็กกว่าร่างกายของมนุษย์ปกติ Dead Dad คือศพของพ่อที่ตาย นอน เปลือยกายอยู่บนพื้น มีรายละเอียดที่เหมือนจริงมากๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง เส้นผม เส้นเอ็นต่างๆ กล้ามเนื้อ เล็บ แม้กระทั่งอวัยวะเพศที่ทำให้เอียงไปทางด้านซ้ายมือ ดูแล้วเหมือนจริงๆแต่มีสัดส่วนที่เล็กกว่าของจริง 2 ใน 3 ส่วนเพราะเป็นคนตาย

 



ในการสร้างผลงาน Ron Mueck เริ่มต้นการทำงานจากการสร้างแบบที่ทำด้วยดินก่อน จากนั้นก็สร้างแม่พิมพ์จากแบบด้วย fiberglass แล้วก็ขึ้นรูปจากแม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นมาโดยใช้ silicone แล้วก็ระบายสีหรือพ่นสีทับ ติดผม ติดขน


 


ในปีค.ศ. 1999 Ron Mueck สร้างผลงานชื่อ Boy เป็นงานขนาดใหญ่สูง 5 เมตร เพื่อไปแสดงที่Millennium Dome ในกรุง London และในปีเดียวกันนั้นเองที่เขาได้รับเชิญให้เป็นศิลปินประจำ National Gallery ในกรุง London เป็นเวลา 2ปี

 
ปี ค.ศ.2000 Ron Mueck สร้าง Old Woman In Bed ขนาด 24 x 94.5 x 56 เซนติเมตร ทำจาก silicone,resin, cotton, polyurethane, foam และสีน้ำมัน ปัจจุบันผลงานชิ้นดังกล่าวอยู่ที่ประเทศ Canada มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2006

 

ในปี ค.ศ. 2002 Ron Mueck สร้างผลงานชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งคือ Pregnant Woman ผลงานชิ้นนี้ National Gallery of Australia ซื้อไปในราคา 800,000 เหรียญออสเตรเลีย

 

 

 แม้ Ron Mueck จะเพิ่งเข้สู่วงการศิลปะมาไม่นาน แต่เขาก็มีผลงานจำนวนมากที่โดดเด่น ทำให้เขามีโอกาสแสดงผลงานเดี่ยวของตัวเองมากมายหลายครั้งในหลายประเทศ เช่นในระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2007-30 มีนาคม 2008 ที่ The Andy Warhol Museum ในเมือง Pittsburg มลรัฐ Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา และในระหว่างวันที่26 เมษายน 2009-8 สิงหาคม 2009 ที่ 21 st Century Museum of Contemporary Art ที่เมือง Kanazawa ประเทศญี่ปุ่น

 

 

 

 

 

อายตนะ

“กิริณีเทวี”

“กิริณีเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่ว งา พระหัตถ์ขวาจับตะขอ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน ทรงพาหนะกุญชร   แชร์ไปที่ Facebook

   

   ที่มาภาพ

            แม้ว่าจะผ่านเทศกาลวันสงกรานต์มาแล้ว เหลือทิ้งไว้แค่เพียงร่อยรอยของภาพข่าวที่เกิดขึ้น แต่คุณรู้จักประเพณีสงกรานต์ กันดีแค่ไหน จะมีสักคนที่หันมาให้ความสนใจกับประวัติประเพณีสงกรานต์ ว่าถือกำเนิดมาได้อย่างไร และควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อถึงวันสงกรานต์ ก่อนที่จะนึกงานสังสรรค์ที่เป็นผลพลอยได้ตามมา ทั้งที่เป็นประเพณีที่ดีงาม เราคนไทยน่าจะคำนึงถึงความเป็นอัตลักษณ์ตามแบบดังเดิมของจารีตประเพณีนี้ไว้ เพื่อให้ชาวต่างชาติต่างภาษาได้เห็นความงามของประเพณีและซึมซับวัฒนธรรมที่ ดีงามเอาไว้เพื่อไปเผยแพร่บอกต่อกับคนที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาเที่ยวใน เมืองไทยในช่วงเทศกาลงานสงกรานต์ และเช่นเดียวกันเราเป็นคนไทยก็ควรทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการรับแขก ควรที่จะรู้ว่าและสามารถตอบได้เมื่อมีคนถามถึงความเป็นมาของประเพณี สงกรานต์   อ่านข่าวเพิ่มเติม

 

ที่มาภาพผู้เขียน


            ประเพณี สงกรานต์ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาด้าน ศิลปะการร่ายรำที่สืบทอดกันมาจากเหล่าบูรพคณาจารย์ด้านนาฏศิลป์ไทย นอกจากความสวยงามเมื่อได้สัมผัสและพบเห็นแล้วประเพณีสงกรานต์ ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตสภาพความเป็นอยู่ ตลอดจนขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมที่ดีงาม ของเหล่าวีระชนคนรุ่นหลังที่ร่วมแรงร่วมใจก่อร่างสร้างชาติไทยขึ้นมา จนกายเป็นประเพณีที่ดีงาม

              เนื้อหา สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ นาฏศิลป์ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1-3
         มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางด้านนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์   วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
         มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล

                 สงกรานต์   หมายถึง   การที่ดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีใหม่ 
                 มหาสงกรานต์   หมายถึง   สงกรานต์ปี
                 วันเนา  หมายความว่า   เป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา 1 วัน         
         
             สงกรานต์ประเพณีที่เล่าขานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มีตำนานเล่าขานมาว่า เมื่อครั้งสมัยต้นภัทรกัลป์เศรษฐีคนหนึ่งมาพบนักเลงสุราโดยบังเอิญ ได้ถูกนักเลงสุรากล่าวเย้ยหยันดูถูกเศรษฐีว่า ท่านเศรษฐีมีสมบัติก็มากมายมหาศาล แต่จะมีบุตรมาเกิดสักคนไม่ ข้าพเจ้าสิดีกว่าท่านเป็นไหนๆ มีบุตรตั้ง ๒ คนรูปร่างงดงามหมดจดน่ารัก ท่านคงมีเวรมีกรรม ไม่สามารถมีบุตรไว้สืบสกุลอย่างข้าพเจ้าได้ ท่านเศรษฐีมีความละอายใจและน้อยใจตัวเอง เฝ้าแต่คิดว่าจะทำอย่างไร จึงได้จัดเครื่องสังเวยบูชาพระอาทิตย์และพระจันทร์วอนขอบุตรเป็นเวลา ๓ ปี ก็มิได้บุตรตามความปรารถนา ครั้นถึงฤดูคิมหันต์ วันสงกรานต์ เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังต้นไทร นำเอาข้าวสารมาล้างน้ำ ๗ ครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดา ณ ใต้ต้นไทรนั้นพร้อมด้วยโภชนาหารดอกไม้เครื่องหอม และผ้าแพร ๓ สี ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรต่อรุกขเทวดา ณ พระไทรแห่งนั้น และด้วยความเมตตาสงสาร พระไทรจึงขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ให้ประทานบุตรแก่เศรษฐี พระอินทร์ได้ส่งธรรมบาลเทวบุตร จุติลงมาเกิดเป็นบุตรเศรษฐี มีชื่อว่าธรรมบาลกุมาร มีสติปัญญาความสามารถฉลาดรอบรู้ศิลปศาสตร์ต่างๆ สามารถบอกมงคลกาลเป็นที่ยกย่องแก่คนทั้งหลายในชมพูทวีป

ที่มาภาพ

              ด้านท้าวกบิลพรหม หรือ ท้าวมหาพรหม สถิตอยู่บนพรหมโลกชั้นที่ ๓ มหาพรหมภูมิมีหน้าที่สอดส่องดูแลมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีพระธิดา ๗ องค์ คือ ทุงษเทวี ราโคเทวี รากษสเทวี มณฑาเทวี กิรินีเทวี กมีทาเทวี และมโหธรเทวี ทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก จากคำเล่าลือท้าวกบิลพรหมใคร่ทดสอบความสามารถของธรรมบาลกุมาร จึงเสด็จมายังโลกมนุษย์พบกับธรรมบาลกุมาร เพื่อขอถามปัญหา ๓ ข้อโดยมีสัญญาว่า ถ้าธรรมบาลตอบได้ ท้าวกบิลพรหมตัดหัวตนเองขึ้นบูชา ถ้าธรรมบาลตอบไม่ได้ธรรมบาลจะต้องตัดหัวตนเองขึ้นบูชา และให้เวลาคิดปัญหา ๗ วัน ธรรมบาลรับพนันตอบปัญหาท้าวกบิลพรหม ๓ ข้อ
         ข้อที่ ๑ เวลาเช้าราศีอยู่ที่ใด   ข้อที่ ๒ เวลาเที่ยงราศีอยู่ที่ใด  ข้อที่ ๓ เวลาค่ำราศีอยู่ที่ใด
          ธรรมบาลกุมารเฝ้าขบคิดปัญหาคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกคงเหลือเวลาอีกเพียง ๑ วัน รู้สึกท้อแท้ใจจึงเดินไปพักคิดอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงนกอินทรีผัวเมียพูดโต้ตอบกันว่านกอินทรีตัวผู้พูด "พรุ่งนี้เราจะได้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารเพราะครบ ๗ วัน ที่ธรรมบาลจะต้องตอบปัญหาท้าวกบิลพรหม ถ้าตอบปัญหาไม่ได้จะต้องถูกตัดหัว"นกอินทรีตัวเมียพูด "ท่านรู้จักแก้ปัญหานั้นหรือไม่"นกอินทรีตัวผู้ตอบ "รู้สิ เวลาเช้า ราศีนั้นอยู่ที่หน้าคนทั้งหลายต้องเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่อก คนทั้งหลายจึงเอาน้ำมาลูบอก เวลาเย็น ราศีอยู่ที่เท้าคนทั้งหลายต้องเอาน้ำมาล้างเท้า"ครั้นธรรมบาลกุมารได้ฟังจด จำคำในการแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ ครบกำหนด ๗ วันตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมก็ลงมาตามที่นัดหมายไว้กับธรรมบาลกุมาร ธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ท้าวกบิลพรหมได้ฟังคำตอบก็กล่าวว่า "เจ้าเป็นผู้ชนะเราเป็นผู้แพ้ จะต้องเสียหัวให้เป็นรางวัลตามสัจจะวาจา"ท้าวกบิลพรหมได้เรียกพระธิดาทั้ง ๗ องค์ ซึ่งเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์เข้ามาหาแล้วสั่งความว่า
๑. อย่าให้เศียรของเราตกถึงพื้นดินเป็นอันขาด ถ้าตกถึงพื้นดินเมื่อใดจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก
๒. อย่าให้เศียรของเราตกลงไปในมหาสมุทร น้ำจะแห้งขอดตลอดไป
๓. อย่าทิ้งเศียรของเราลอยไปในอากาศ จะทำให้ฝนแล้งตลอดไป
ท้าวกบิลพรหมจึงสั่งให้นางทุงษเทวีนำเอาพานทองมารองรับพระเศียร และให้เทพบริษัททำประทักษิณเวียนรอบเขาพระสุเมรุ แล้วเชิญเข้าประดิษฐานในมณฑลถ้ำคันธธุลี ณ เขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ชื่อ ภควดี ใช้เป็นที่ประชุมเทพยดา แล้วนำเอาเถาฉมูนาคมาล้างในสระอโนดาษ ๗ ครั้ง แล้วแจกจ่ายกันเสวยโดยทั่วกัน และเมื่อครบกำหนด ๑ ปี ถือกันว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ เทพบริษัทแสนโกฏิพร้อมด้วยพระธิดาทั้ง ๗ องค์ ผลัดเวรกันเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่แหนทำประทักษิณไปรอบเขาพระสุเมรุเป็น ประจำทุกปี ซึ่งในแต่ละปีถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับวันใดพระธิดาองค์นั้นจะเป็นผู้อัญเชิญ พระเศียรเราจึงเรียกผูอัญเชิญพระเศียรว่า “นางสงกรานต์”  นางสงกรานต์หรือเทพธิดาทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหม จะมีนาม อาหาร อาวุธ และสัตว์ที่เป็นพาหนะ ต่างๆ กันตามวัน ดังต่อไปนี้
วันอาทิตย์ ชื่อ ทุงษ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราค ภักษาหารผลมะเดื่อ อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ
วันจันทร์ ชื่อ โคราค ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารน้ำมัน อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะเสือ
วันอังคาร ชื่อ รากษส ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวา ตรีศูล ซ้ายธนู พาหนะสุกร
วันพุธ ชื่อ มัณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะลา
วันพฤหัสบดี ชื่อ กิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะช้าง
วันศุกร์ ชื่อ กิมิทา ทัดดอกจงกลนี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำว้า อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะกระบือ

วันเสาร์ ชื่อ มโหทร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักร ซ้ายตรีศูล พาหนะนกยูง

ที่มาภาพ
    
             เป็นที่ทราบกันว่า วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ เมษายน เวลา ๑๓ นาฬิกา ๓๓ นาที ๓๖ วินาที ตรงกับเวลา ๑๓ นาฬิกา ๕๑ นาที ๓๖ วินาที (เวลามาตรฐานประเทศไทย)    ธิดาผู้อัญเชิญพระเศียรของท้าวกบิล พรหมนามว่า กาฬกิณีเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา หัตถ์ขวาทรงขอช้าง หัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาเหนือหลังกุญชร(ช้าง)เป็นพาหนะ ซึ่งคนไทยเรียกเทพธิดาผู้อัญพระเศียรว่านางสงกรานต์

   ที่มาภาพ

 
            ซึ่งในปีนี้ ได้ปฏิทินหลวงวันสงกรานต์ ได้บอกชื่อนางสงกรานต์ประจำปีพุทธศักราช 2554 ตรงกับปีเถาะ  นางสงกรานต์ทรงพระนามว่า  “กิริณีเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่ว งา พระหัตถ์ขวาจับตะขอ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน ทรงพาหนะกุญชร วัน พฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน ถือเป็นวันมหาสงกรานต์ ของไทย มีการพยากรณ์ว่า ปีนี้ดุ เกิดเหตุเภทภัยทั่วประเทศ ประชาชนเจ็บไข้ วัวควายล้มตาย ทหารมีชัย อาหารบริบูรณ์ นาคให้น้ำ 5 ตัว ฝนตกโลกมนุษย์ 60  ห่าตลอดปี

 
             จากคำทำนายดังกล่าว ที่ค่อนข้างออกไปร้ายมากกว่าดี แต่ถึงกระนั้นนางสงกรานต์กิริณีเทวี ทรงนั่งมาบนหลังช้างซึ่ง   ถือเป็นสัตว์ใหญ่ที่เป็นมงคลจะช่วยขับไล่สิ่งร้ายๆ และที่สำคัญทรงยังทัดดอกมณฑาเป็นดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์ คนไทยโบราณเชื่อว่าจะช่วยให้พ้นวิกฤติจากหนักลายกเป็นเบา เมื่อรวมกับภักษาหารที่เป็นถั่วงา ทางพืชผลข้าวปลาอาหารยังมีความสมบูรณ์อยู่ ส่วนคำทำนายที่ว่าทหารจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู ก็น่าจะแสดงถึงความสงบสุขของบ้านเมืองในปีนี้และประเพณีที่มีความสำคัญของ ไทยเรามักพบเห็นการแสดงที่ใช้ในพิธีเปิดงานในวันสงกรานต์นั้นคือการแสดงชุด ระบำนางสงกรานต์

            ระบำนางสงกรานต์ จัดแสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๒๔ ณ โรงละครแห่งชาติ ในงานศรีสุขนาฏกรรม โดยอาจารย์เสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ เป็นผู้ริเริ่มการประพันธ์บทร้องเพื่อให้ทราบถึงตำนานวันสงกรานต์ โดยมีครูมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีไทย ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘  เป็นผู้บรรจุเพลง มีคุณครูลมุล ยมะคุปต์ อดีตผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย ตัวพระ วิทยาลัยนาฏศิลป และคุณครูเฉลย ศุขะวณิช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทย ปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ และอดีตผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย ตัวนาง วิทยาลัยนาฏศิลป) เป็นผู้ประดิษฐ์กระบวนท่ารำ โดยมีรูปแบบการแสดงแบ่งเป็น ๓ ช่วง คือ
           ช่วงที่ ๑ เป็นการร่ายรำในช่วงทำนองและบทร้องแรก โดยนางสงกรานต์ทั้ง ๗ จะออกมาพร้อมกันแล้วตั้งซุ้ม
           ช่วงที่ ๒ ลักษณะของการแสดงในช่วงนี้ นางสงกรานต์แต่ละตนออกมาร่ายรำตามบทร้องทีละตน จนครบ ๗  ตนโดยสัตว์พาหนะของนางสงกรานต์แต่ละตนออกมาในบทที่กล่าวถึงพาหนะทั้ง ๗ ตัว
           ช่วงที่ ๓ เป็นการร่ายรำของนางสงกรานต์ทั้ง 7 และสัตว์พาหนะจะออกมาร่ายรำพร้อมกันในเพลงหน้าพาทย์ตระบองกัน จนจบกระบวนท่ารำ
     
             จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะมาเป็นการแสดงในแต่ละชุดต้องใช้เวลาในการประดิษฐคิด ค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ด้านความงามของลีลาท่ารำที่สื่อต้องการสือออกมาให้เห็นถึงจุดเด่นในชุดการ แสดงนั้น ในขณะเดียวกันเราเป็นเยาวชนคนไทยควรร่วมกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ นี้ไว้
      
           กระบวนการเรียนรู้

          1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงในประเพณีสงกรานต์
          2. ศึกษาประวัติความเป็นมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับประวัติสงกรานต์
          3. อธิบายความสัมพันธ์ของยุคสมัยกับวิวัฒนาการแสดงในงานประเพณีสงกรานต์
        
         
            เชื่อมโยงในองค์ความรู้
           
       ภาษาไทย                               การเขียน  การอธิบาย 
       สังคมศึกษา                             วัฒนธรรมประเพณี  วิถีชีวิต  ประวัติศาสตร์
       สุขศึกษาและพลศึกษา               กิจกรรมเข้าจังหวะประกอบเพลง การตบจังหวะ  
      
            เพิ่มเติมกิจกรรมนำไปใช้

        -  ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การแสดงในงานประเพณีสงกรานต์
        -  ทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้านงานสงกรานต์
        -  กิจกรรมศึกษาประวัติความเป็นมาของการแสดงในงานสงกรานต์ แต่ละยุคสมัย

 
            ข้อคำถามสานต่อความคิด
         -  แสดงความคิดเห็นถึงคำว่าระบำนางสงกรานต์
         -  คิดอย่างไรกับการแสดงในงานสงกรานต์
         -  วิธีการและแนวทางในการอนุรักษ์วัฒนธรรมด้านการแสดงในประเพณีสงกรานต์
         -  ความสำคัญและประโยชน์ในการศึกษาประวัติความเป็นมาของการแสดงระบำนางสงกรานต์



หัวข้อที่มีทั้งหมดคือ 11 เรื่อง