ห้องเรียนสาระภาษาไทย



E-book ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษา

หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เล่ม ๑
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เล่ม ๒
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เล่ม ๑
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เล่ม ๒
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เล่ม ๑
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เล่ม ๒
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เล่ม ๑
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เล่ม ๒
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เล่ม ๑
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เล่ม ๒
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เล่ม ๑
 
หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เล่ม ๒

วันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์

  วันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์  

                                             
             ประเทศไทยในแต่ละปีมีวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มากมายหลายวันด้วยกัน  เพื่อระลึกถึงวันสำคัญต่างๆ  รัฐบาลและทุกภาคส่วนจึงได้จัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์วันสำคัญนั้นๆขึ้นเพื่อให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของสถานบันพระมหากษัตริย์


   

http://www.aggie-16.com/html/board/1228326628.jpg

                                                 ภาพท่ีมา :  http://www.aggie-16.com/html/board/1228326628.jpg

       เราทุกคนร่วมใจกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยร่วมกิจกรรมวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
   
                      กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ส 
                      ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒

วันสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีดังนี้
     
               1. วันจักรี ตรงกับวันที่ 6 เมษายน หมายถึง วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระปฐม
บรมราชวงศ์จักรี เสด็จกรีฑาทัพถึงพระนคร และทรงรับอัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ดำรงราชอาณาจักรสยาม
ประเทศเป็นวันแรก ตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 1 ต้องทรงออกศึกใหญ่ เพื่อกอบกู้อิสรภาพถึง 11 ครั้งโดยทรง  เป็นแม่ทัพถึง 10 ครั้ง และทรงร่วมกับพระเจ้ากรุงธนบุรี 1 ครั้ง และเมื่อทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังต้องออกศึก    เพื่อปกป้องอิสรภาพของชาติไทยอีกถึง 7 ครั้ง  นับว่าพระองค์ทรงเป็นพระกษัตริย์ยอดนักรบที่ยิ่งใหญ่ และเก่งกล้าสามารถยิ่ง

                                     ภาพท่ีมา : http://pchkkhan.nso.go.th/nso/home/images/31/rama1-9.jpg


               2. วันฉัตรมงคล  ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม คือวันรำลึกถึงวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 และทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  (ซึ่งในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบต่อจากพระบรมเชษฐาธิราชรัชกาลที่ 8 นั้น ยังไม่ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษก เนื่องจากต้องเสด็จกลับไปศึกษาต่อ)

http://learning.eduzones.com/images/blog/jipatar/20090504143212.jpg

ภาพท่ีมา : http://learning.eduzones.com/images/blog/jipatar/20090504143212.jp

                3. วันราชาภิเษกสมรส  วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้น ณ วังสระปทุม โดยมีสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จเป็นองค์ประธาน ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในทะเบียนสมรสและโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรพร้อมทั้งสักขีพยานลงนามในทะเบียนนั้น หลังจากนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จออกในพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทรงรดน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรขึ้นเป็น "สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์" พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ในการนี้ด้วย

 

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0c/Bhumbol_and_Sirikit.jpg

 

ภาพที่มา : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0c/Bhumbol_and_Sirikit.jpg

              4. วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตรงกับ วันที่ 5 ธันวาคม วันนี้ถือเป็น “วันพ่อแห่งชาติ”
 และ “วันชาติไทย” ด้วย  ตลอดระยะเวลายาวนานร่วม 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัย และพระสติปัญญาของพระองค์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันยังประโยชน์สุขให้แก่ราษฎรของพระองค์มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่มีอยู่มากมาย นับไม่ถ้วนนับพันโครงการ ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีพิเศษ ด้วยว่าจะเป็นวันที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมาว่า “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550”

http://www.dmcr.go.th/dmcr2009/News/data/images/182/2.jpg

                                     ภาพที่มา : http://www.dmcr.go.th/dmcr2009/News/data/images/182/2.jpg

รู้จักและใส่ใจกับภัยธรรมชาติ

ปัจจุบันเกิดภัยธรรมชาติขึ้นทั่วโลก หลากหลากรูปแบบ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน   

* ดินถล่มซัดหมู่บ้านกลืนสี่ศพ
* เหยื่อเขาพนมเผยนาทีรอดชีวิตน้ำซัดบ้านย้ำ 61 ปี ไม่เคยเจอ
* สุวิทย์เตือนไทยรับมือภัยพิบัติครั้งใหญ่
* อุตุฯเตือน 9 จังหวัดใต้น้ำป่าอจาทะลัก

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนกระทั่งมาถึงต้นปีนี้ ข่าวภัยธรรมชาติ เกิดขึ้นตลอดทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์
และสื่ออินเตอร์เน็ต

จากประเด็นข่าว อยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ

สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เรื่อง ศัพท์ที่ควรรู้ในชีวิตประจำวัน

           ปัจจุบันเกิดภัยธรรมชาติมากมาย ทั่วโลก มนุษย์ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเพื่อการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างปลอดภัยและมีความสุขในที่นี้ขออธิบายคำศัพท์เกี่ยวกับภัยธรรมชาติที่ปรากฎในสื่อต่างๆ
 
          ภัยธรรมชาติ เป็นกลุ่มคำนาม  ภัย เป็นภาษาบาลี หมายถึง สิ่งที่น่ากลัว, อันตราย  ธรรมชาติเป็นคำสมาส ระหว่าง ธรรม+ชาติ  หมายถึง การเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้เองโดยมิได้ปรุงแต่ง เป็นคำวิเศษณ์ ใช้ขยายคำอื่น เช่น สีธรรมชาติ หากเป็นคำนาม หมายถึง สิ่งที่เกิดมีและเป็นอยู่ตามธรรมดาของสิ่งนั่น หรือ สภาพภูมิประเทศภัยธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่น่ากลัวหรืออันตรายที่เกิดจากสภาพภูมิประเทศ หรือ ภัยที่เกิดขึ้นเองตามสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลง  ไฟ้ไหม้บ้านที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ไม่ถือเป็นภัยธรรมชาติ  แต่ไฟป่าที่เกิดจากความร้อนโดยอากาศแล้วแผ่ขยายเป็นวงกว้างถือเป็นภัยธรรมชาติแต่ปัจจุบัน ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเกิดจากการกระทำของมนุษย์โดยทางอ้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากแล้วเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ถือว่าเป็นภัยธรรมชาติเช่นกัน

คำศัพท์ที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ

อัคคีภัย อัคคี เป็นภาษาบาลี แปลว่า ไฟ  อันตรายที่เกิดจากไฟไหม้


วาตภัย  วาตะ เป็นภาษาบาลี แปลว่า ลม  อันตรายที่เกิดจากลมหรือพายุ ก่อความรุนแรงตามระดับความเร็วของลม


อุทกภัย อุทก เป็นภาษาบาลี แปลว่า น้ำ  อันตรายที่เกิดจากน้ำท่วม


ทุกขภิกขภัย  ทุกขภิกข เป็นภาษาบาลี อ่านว่า ทุก-ขะ-พิก-ขะ แปลตามคำศัพท์ ความทุกข์ที่เกิดจากการขาดแคลนอาหาร  ในที่นี้หมายถึงความแห้งแล้ง  ทุกขภิกขภัย จึงหมายถึง ภัยที่เกิดจากความแห้งแล้ง


อัคคีภัย  วาตภัย  อุทกภัย  ทุกขภิกขภัย  เป็นการสร้างคำตามหลังคำสมาสในภาษาบาลีสันสกฤต

นอกจากนี้ยังมีคำอื่นอีกมากมายที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ  เช่น
ธรณีพิโรธ  ธรณี แปลว่า แผ่นดิน  พิโรธ เป็นประเภทคำราชาศัพท์ แปลว่าโกรธ, เคือง หมายถึงความเปลียนแปลงอย่างรุนแรงบนผืนแผ่นดินที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เช่นแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม แผ่นดินยุบ  เป็นต้น
น้ำป่า  เป็นการสร้างคำประสม  ในภาษาไทย  คือ น้ำที่เกิดจากฝนตกหนักในป่าที่เป็นที่สูง แล้วเกิดการอิ่มตัวไหลลงสู่ที่ต่ำ เมื่อรวมตัวกันมากขึ้นกลายเป็นสายน้ำที่ไหลอย่างรุนแรงแล้วให้เกิดดินถล่มตามมา ก่อความเสียหายแก่พืชสวนไร่นา และบ้านเรือน รวมทั้งชีวิต
คลื่นยักษ์ เป็นคำประสม คลื่นขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในท้องทะเลลึก คนทั่วโลกเรียกว่า คลื่อสึนามิ ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะเป็นคลื่นที่มักเกิดในประเทศญี่ปุ่นตรงกับภาษาอังกฤษว่า harbor wave แต่มักใช้ทับศัพท์ว่า tsunami หมายถึงคลื่นที่เกิดขึ้นในอ่าวหรือท่านเรือ เพราะ tsu (สึ) ในภาษาญี่ปุ่นตรงกับภาษาอังกฤษว่า harbor แปลว่าท่าเรือ หรืออ่าว ส่วนคำว่า nami (นามิ) ในภาษาญีปุ่นตรงกับภาษาอังฤกษว่า wave แปลว่าคลื่น คนไทยรู้จักคำศัพท์นี้ เมื่อปลายปี ๒๕๔๗ หลังเกิด คลื่นยักษ์ฝั่งทะเลอันดามัน  เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗

        ภัยธรรมชาติ เหล่านี้เป็นภัยใกล้ตัวขึ้นทุกวันและมีผลกระทบต่อทุกคน สิ่งที่มนุษย์ควรกระทำคือการเรียนรู้ ภัยธรรมชาติเหล่านี้ โดยเรียนรู้ถึงสาเหตุ การป้องกัน และการเฝ้าระวัง  ถือเป็นภัยสาธารณะที่ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด  จากข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบันทำให้เห็นว่าคนไทยยังละเลยต่อภัยธรรมชาติเหล่านี้ ทั้งในโดยส่วนตัวและส่วนรวม เมื่อเกิดภัยธรรมชาติก็ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างรุนแรง จึงควรเผยแพร่ความรู้ การเฝ้าระวัง  การป้องกันการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อย่างระมัดระวัง


ภาษาไทยเอกลักษณ์ที่คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจ

๑. ภาษาไทยเป็นภาษามีวรรณยุกต์ 

                                              คำไทยมีวรรณยุกต์                                   แสนสนุกนี่กระไร
                                  ใส่รูปวรรณยุกต์ไป                                                เปลี่ยนความหมายดั่งใจจินต์
                                              คำนาน่าน้า                                              ปาป่าป้าได้ยลยิน
                                  ไพเราะดั่งเสียงพิณ                                               คำหลั่งรินเพราะปัญญา
 
        วรรณยุกต์ในภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของภาษา หากใส่รูปวรรณยุกต์ลงไปในคำจะทำให้ เสียงและความหมาย
เปลี่ยนแปลงไป เช่น นา น่า น้า , ปา ป่า ป้า ทั้งยังทำให้เสียงมีระดับแตกต่างกันเกิดความไพเราะประดุจเสียงของดนตรี
และเป็นการเพิ่มคำขึ้นอีกด้วย

        ๒. ภาษาไทยมีการสร้างคำใหม่ขึ้นใช้

                                              คำไทยเป็นคำโดด                                    ขอจงโปรดทราบปัญหา
                                 ไทยมีวิธีนานา                                                      เสาะสรรมาสร้างคำใช้
                                              คำซ้อนคำประสม                                     น่าชื่นชมคำซ้ำไซร้
                                 คำสมาสมากเหลือใจ                                             นำมาใช้อย่างงดงาม

        ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด ตัวสะกดตรงตามมาตรา ต่อมาเมื่อมีความต้องการใช้ภาษาเพิ่มขึ้น และได้รับอิทธิพล
จากภาษาอื่น ไทยจึงมีการสร้างคำขึ้นใช้ ได้แก่ คำประสม เช่น น้ำพริก  ขนมจีน  แม่น้ำ  ทอดมัน  คำซ้ำ เช่น  ดีๆ ชั่วๆ  เร็วๆ ไวๆ สาวๆ ดำๆ  คำซ้อน เช่น  ไต่เต้า  ถาโถม  ร่ำลือ  นุ่มนวล  หัวแก้วหัวแหวน ชื่นชม คำสมาส เช่น มหาราชา  สุวรรณมาลี  กิจการ

        ๓. ภาษาไทยมีความหลากหลายในถ้อยคำ

                                              หลากหลายในถ้อยคำ                                 โปรดจงจำมีล้นหลาม
                                  ภาษาไทยมีแง่งาม                                                 ใครมาถามตอบทันใด
                                              พนมเขาคีรี                                               น้ำก็มีธาราใส
                                  นงรามอรทัย                                                         กัลยาและนารี

         เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ภาษาไทยไม่ธรรมดา เพราะมีภูมิปัญญาไทยในภาษาก็คือมีความหลากหลายในถ้อยคำ
 แสดงถึงความเป็นอัจฉริยะของคนไทย เช่นเรามีคำที่มีความหมายเหมือนหรือคล้ายกันสามารถใช้แทนกันได้ อาทิ นงราม อรทัย กัลยา นารี เป็นคำที่หมายถึงผู้หญิง  หรือนาง  คำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในถ้อยคำของไทย  เรามีคำให้เลือกใช้ให้เหมาะกับสิ่งที่ต้องการสื่อโดยเฉพาะในคำประพันธ์

        ๔. ภาษาไทยมีลักษณะนาม  

                                              อีกทั้งลักษณะนาม                                    แสดงความเป็นเมธี
                                  ฟันนั้นเรียกเป็นซี่                                                  ช้างเป็นเชือกร่มเป็นคัน
 
        ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณะนาม เพื่อบอกให้รู้ถึงลักษณะของนามนั้นๆว่ามีลักษณะอย่างไร เช่น ลักษณะนาม
ของฟัน คือ ซี่   ช้าง คือ เชือก   เรือ คือ ลำ  หมวก คือ ใบ  โต๊ะ คือ ตัว อันแสดงให้เห็นถึงความเป็น เมธี หรือปราชญ์ทางภาษาของคนไทย

       ๕. ภาษาไทยนิยมคำคล้องจอง มีสัมผัส

จ้ำจี้มะเขือเปาะ

ที่มาของภาพ  : http://www.nattpornskpbn.ob.tc/S4010075.jpg

                                              ไทยชอบคำคล้องจอง                              เพลงเด็กร้องเล่นน่าขัน

        ไทยเรานิยมคำคล้องจอง และเล่นสัมผัสในถ้อยคำ มาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย โดยจะเห็นได้จากศิลาจารึก หลักที่ ๑
ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เช่น ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว  ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า  เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด และพบในเพลงร้องเล่นของเด็กๆ เช่น จ้ำจี้มะเขือเปาะ  กะเทาะหน้าแว่น  พายเรืออกแอ่น กระแท่นต้นกุ่ม คำคล้องจองและมีสัมผัสยังช่วยในการจดจำได้ง่ายขึ้น

       ๖. ภาษาไทยมีสำนวนไทย สุภาษิต คำพังเพย

                                              สำนวนไทยเราใช้กัน                                 ใช้ทุกวันใช้ทั่วไป

        ภาษาไทยมีการใช้ถ้อยคำที่เรียกว่า สำนวน สุภาษิต คำพังเพย ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งเพื่อสื่อความหมาย เปรียบเทียบ สั่งสอน เช่น รักดีหามจั่ว  รักชั่วหามเสา    อย่ารักเหากว่าผม  อย่ารักลมกว่าน้ำ   วัวใครเข้าคอกคนนั้น    ปรากฏใน สุภาษิตเก่าของไทยหลายสำนวนเช่นสุภาษิตสอนหญิง  สุภาษิตพระร่วง 

       ๗. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับ

                                              ภาษามีระดับ                                             นำมาปรับได้ดังใจ
                                 ราชาศัพท์ของไทยไทย                                           เราใช้ได้แคล่วคล่องดี
 
        ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีหลายระดับได้แก่ภาษาปาก ภาษากึ่งทางการ ภาษาทางการ  ภาษาพิธีการ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีคำราชาศัพท์ สำหรับใช้กับบุคคลระดับต่างๆตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ลงมาจนถึงสุภาพชนทำให้สามารถเลือกใช้ให้ตรงกับระดับของบุคคลและกาลเทศะ เช่น บรรทม ใชกับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์  จำวัด ใช้กับพระสงฆ์ นอน ใช้กับสุภาพชนทั่วไป

        ๘. ภาษาไทยมีการผวนคำ และปริศนาคำทาย

                                              คำผวนชวนสนุก                                         ไทยทุกยุคใช้ทุกที่
                                 คนไทยปฏิภาณดี                                                     เล่นสนุกได้ทุกคน
 
        คนไทยเป็นคนรักสนุก มีอารมณ์ขัน จึงเกิดการนำคำที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมาผวนเล่นสนุกๆในหมู่คนใกล้ชิด 
พื่อนฝูง แม้ผวนคำแล้วจะส่อไปในทางหยาบคายหรือเกี่ยวกับเรื่องเพศก็ตาม ก็ยังนิยมเล่นกันมาจนถึงปัจจุบันเพราะสร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้พูดและผู้ฟังที่มีปฏิภาณไหวพริบพอๆกันเช่น เกลียมัว  ข้าหมี แอร์กี่  นอกจากนี้คนไทยยังมีการเล่นปริศนาคำทาย อะไรเอ่ย เช่น อะไรเอ่ยต้นเท่าครก ใบปรกดิน  อะไรเอ่ยต้นเท่าขา ใบวาเดียว
        ภูมิปัญญาในภาษาที่ยกมาจากบทประพันธ์ ของท่านศาสตราจารย์ ดร.สุจริต  เพียรชอบ ข้างต้นนั้นเป็นเพียง
แง่มุมหนึ่งเท่านั้นเพราะในภาษาไทยของเรายังมีภูมิปัญญาในภาษาอีกมากเช่นในการประพันธ์ การแปลี่ยนแปลงและการพลิกแพลงคำ การเรียงคำ เป็นต้น

คำชนิดใดบ้างที่ต้องประวิสรรชนีย์

คำชนิดใดบ้างที่ต้องประวิสรรชนีย์

        บทนำ
        กระทรวง ไอซีที ร่วมประชุมคณะทำงาน ร่วมต้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ   เมือง เสียมราฐ 
กัมพูชาเน้นสาระตาม  AIM 2015

        http://www.thairath.co.th/content/tech/172576  ข่าววันที่ 19 พค2554

        ประเด็นข่าว 
กระทรวง ไอซีที ร่วมประชุมคณะทำงาน ร่วมต้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ 
ณ   เมือง เสียมราฐ กัมพูชาเน้นสาระตาม  AIM 2015

        เนื้อหาสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
        มาตรฐานการเรียนรู้ที่ ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษา การเปลี่ยนแปลงของภาษา
และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ

        จากประเด็นข่าวพบคำที่ประ วิสรรชนีย์ อยู่  4 คำคือคำว่า กระทรวง ประชุม คณะ  สาระ สามารถนำมาเป็น
เนื้อหาสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องคำที่ประวิสรรชนีย์
 เนื่องจากปัญหาในการอ่านและเขียนคำที่ประวิสรรชนีย์ยังพบอยู่มากทั้งในการเรียนการสอนเเละการสื่อสารทั่วไป  เพราะคนส่วนมากยังไม่เข้าใจในหลักภาษาอย่างแท้จริงจึงมีการอ่านและเขียนไม่ถูกต้องคำที่ประประวิสรรชนีย์
มีหลักในการสังเกต  ดังนี้
        1.1  คำพยางค์เดียวที่ออกเสียง อะ  จะประวิสรรชนีย์เสมอ  เช่น  กะ  จะ  ปะ  ละ  นะ        
        1.2  คำไทยแท้ที่ออกเสียง อะ  ทั้งพยางค์ที่ลงน้ำหนักและไม่ลงน้ำหนัก  เมื่อเขียนต้องประวิสรรชนีย์  เช่น
                              มะม่วง  มะดัน  มะนาว  มะขาม  มะยม
                              ละมั่ง  ละอง  ตะกวด  ตะขาบ  กระจง
                              ตะกร้า  ตะโพน  กระดาน  กะดัง  ชะลอม
        1.3  คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต  คำพยางค์ท้ายของคำที่ออกเสียง  อะ  จะประวิสรรชนีย์  เช่น  ศิลปะ
               ศีรษะ  ลักษณะ  สาธารณะ  สุขะ
        1.4  คำที่มาจากภาษาสันสกฤต  ที่พยางค์หน้าออกเสียง  กระ  ตระ  ประ  จะต้องประวิสรรชนีย์ 
               แม้ว่าพยางค์ที่ตามมาจะออกเสียงอย่างอักษรนำ  เช่น
                              กระ          กระษัย  กระษิร  กระษาปณ์
                              ตระ          ตระกูล  ตระการ
                              ประ          ประวัติ  ประโยชน์  ประมาท  ประกาศ
          1.5  คำที่ไทยรับมาจากภาษาชวาและอ่านออกเสียง  อะ  ที่พยางค์หน้า  เช่น
                 มะเดหวี  ประไหมสุหรี  มะงุมมะงาหรา
                    1.6  คำซ้ำประเภทคำอัพภาสที่ใช้ในบทร้อยกรอง  เช่น
                              จะเจื้อย - เจื้อยเจื้อย
                              วะวาว - วาววาว
                              คะคล้าย – คล้ายคล้าย

ขอขอบคุณ : นางสาวธัญวรรณ เถาโพธิ์
โรงเรียนบ้านดงคู่
สพป.สุโขทัยเขต2

ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์

ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์

ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์


ระดับภาษาแบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ ภาษาแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

.....๑ ภาษาแบบเป็นทางการ ภาษาแบบนี้ใช้ในโอกาสคัญๆ ทั้งที่เป็นพิธีการ เช่น ในงานราชพิธีและในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการ เช่น การกล่าวเปิดการประชุมต่างๆ การกล่าวคำปราศรัย และการประกาศ เป็นต้น ภาษาแบบเป็นทางการอาจจัดเป็น ๒ ระดับคือ ภาษาระดับพิธีการ และภาษาระดับมาตรฐานราชการหรือภาษาระดับทางการ

.....๑.๑ ภาษาระดับพิธีการ มีลักษณะเป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบและมีรูปประโยคความซ้อนให้ความหมายขายค่อน ข้างมาก ถ้อยคำที่ใช้ก็เป็นภาษาระดับสูง จึงงดงามไพเราะและประณีต ผู้ใช้ภาษาระดับนี้จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง นอกจากใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น ในงานพระราชพิธีแล้ว ภาษาระดับพิธีการยังใช้ในวรรณกรรมชั้นสูงอีกด้วย ดังตัวอย่างจากคำประกาศในการพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิ ราชเจ้าดังนี้

"ขอพระบรมเดชานุภาพมหึมาแห่งสมเด็จพระบุรพมหากษัตริ ยาธิราช จงคุ้มครองประเทศชาติและประชาชาวไทยให้ผ่านพ้นสรรพอุปัทว์พิบัติทั้งปวง อริราชศัตรูภาบนอกอย่าล่วงเข้าทำอันตรายได้ ศัตรูหมู่พาลภายในให้วอดวายพ่ายแพ้ภัยตัว บันดาลความสุขความมั่นคงให้บังเกิดทั่วภูมิมณฑล บันดาลความร่มเย็น
แก่อเนกนิกรชนครบคามเขตขอบขัณฑสีมา"
(ภาวาส บุนนาค,"ราชาภิสดุดี." ในวรรณลักษณวิจารณ์เล่ม ๒ หน้า ๑๕๙.) 

.....๑.๒ ภาษาระดับมาตรฐานราชการ แม้ภาษาระดับนี้จะไม่อลังการเท่าภาษาระดับพิธีการ แต่ก็เป็นภาษาระดับสูงที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบและถูกหลักไวยากรณ์ มีความชัดเจน สละสลวย สุภาพ ผู้ใช้ภาษาจึงต้องใช้รายละเอียดประณีตและระมัดระวัง ต้องมีการร่าง แก้ไข และเรียบเรียงไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการในการกล่าวคำปราศรัย การกล่าวเปิดการประชุม การกล่าวคำประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังใช้ในการเขียนผลงานวิชาการ เรียงความ บทความวิชาการ หนังสือราชการ และคำนำหนังสือต่างๆ เป็นต้น

ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างภาษาระดับมาตรฐานราชการในบทความวิชาการ
"บท ละครไทยเป็นอีกรูปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของวรรณกรรมไทย บทละครของไทยเป็นวรรณกรรมที่ประพันธ์ขึ้นทั้งเพื่ออ่านและเพื่อแสดง รูปแบบที่นิยมกันมาแต่เดิมคือบทละครรำ ต่อมามีการปรับปรุงละครรำให้ทันสมัยขึ้นตามความนิยมแบบตะวันตก จึงมีรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการรับรูปแบบละครจากตะวันตกมาดัดแปลงให้เข้ากับสังคมไทยและ วัฒนธรรมไทย ทำให้การละครไทยพัฒนาขึ้น โดยมีกระ
บวนการแสคงที่แตกต่างไปจากละครไทยที่มีอยู่ มาเป็นละครร้อง ละครพูด และละครสังคีต"
(กัน ยรัตน์ สมิตะพันทุ, "การพัฒนาตัวละครในบทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ หัว."ในบท ความ วิชาการ ๒๐ ปี ภาควิชาภาษาไทย,หน้า ๑๕๘.) 



: พรประภา พลวิชัย 2/11B - 13/11/2005 10:12

.....๒ ภาษาแบบไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน สามารถจัดเป็น ๓ ระดับ
คือภาษากึ่งทางการ ภาษาระดับกึ่งทางกลาง ภาษาระดับสนทนา และภาษากันเองหรือภาษาปาก

.....๒.๑ ภาษาระดับกึ่งทางราชการ มีลักษณะที่ยังคงความสุภาพอยู่ แต่ผู้ใช้ภาษาก็ไม่ระมัดระวังมากเท่า
การ ใช้ภาษาเป็นทางการ เพราะอาจใช้รูปประโยคง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ถ้อยคำที่ใช้เป็นระดับสามัญ บางครั้งมีภาษาระดับสนทนาเข้ามาปะปนด้วย ภาษาระดับกึ่งทางการในการติดต่อธุรกิจการงาน หรือใช้สื่อสารกับบุคคลที่ไม่สนิทสนมคุ้นเคยกัน และใช้ในการเขียนเรื่องที่ผู้เขียนต้องให้อ่ารู้สึกหมือนกำลังฟังผู้เขียน เล่าเรื่องหรือเสนอความคิดเห็น
อย่างไม่เคร่งเครียด เช่น การเขียนสารคดีท่องบทความแสดงความคิดเห็น หรือการเล่าเรื่องต่างๆ เช่น
ชีวประวัติ เป็นต้น

ตัวอย่างภาษาระดับกึ่งทางการในบทความแสดงความคิดเห็น
"ฉะนั้นในช่วงเรียนอยู่ในระดับมัธยม ผู้ที่มีความขยันมุ่งมั่นจะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้จะไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
รอบกายทั้งสิ้น ยกเว้นสิ่งที่เขาคิดว่าจะสามารถทำให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ชีวิตนักเรียนมัธยมจึงมีแต่ติว
ติว และติว กีฬาฉันไม่เล่น กิจกรรมฉันไม่มีเวลาทำ และยิ่งห้องสมุดฉันไม่ทราบว่าจะเข้าไปทำไม เพราะเวลาทั้งหมดจะต้องใช้ท่องตำราอย่างเดียว แล้วก็มักจะประสบความสำเร็จตามที่คิดเสียด้วย
คือสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้"
(เปล่งศรี อิงคนินันท์,"ต้องขอให้อาจารย์ช่วย",ก้าวไกล ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๔, หน้า ๒๗.) 

.....๒.๒ ภาษาระดับสนทนา มีลักษณะของภาษาพูดที่เป็นกลางๆ สำหรับใช้ในการสนทนากันในชีวิตประจำวัน ระหว่างผู้ส่งสารที่รู้จักคุ้นเคยกัน นอกจากนั้นยังใช้ในการเจรจาซื้อขายทั่วไป รวมทั้งในการประชุมที่ไม่เป็นทางการ มีลักษณะรูปประโยคไม่ซับซ้อน ถ้อยคำที่ใช้อยู่ในระดับคำที่มีคำสแลง คำตัด คำย่อปะปนอยู่ แต่ตามปรกติจะ
ไม่ใช้คำหยาบ ภาษาระดับสนทนาใช้ในการเขียนนวนิยาย บทความบทภาพยนตร์สารคดีบางเรื่อง และรายงานข่าว เป็นต้น

ตัวอย่างภาษาระดับสนทนาในข่าว
"จากกรณีที่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกจิดังแห่งวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาได้อาพาธ
ลงอย่างกะทันหัน มีอาการอ่อนเพลียอย่างหนักเนื่องจากต้องตรากตรำทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลและเคาะหัว
ให้ กับบรรดาศิษยานุศิษย์จนไม่มีเวลาพักผ่อน เกิดอาการหน้ามืดจนกระทั่งลูกศิษย์ต้องหามส่งโรงพยาบาลมหาราช นายแพทย์เจ้าของไข้ได้ตรวจร่างกายแล้วแจ้งให้ทราบว่าเป็นไข้หวัด"
(เดลินิวส์,๒๗ มีนาคม ๒๕๓๙.)

.....๒.๓ ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปาก เป็นภาษาที่ใช้สนทนากับผู้ที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมากๆ เช่น ในหมู่เพื่อนฝูง
หรือ ในครอบครัว อละมักใช้พูดกันในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ในโอกาสที่ต้องการความสนุกสนานครื้นเครง หรือในการทะเลาะด่าทอทอกัน ลักษณะของภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากนี้มีคำตัด คำสแลง คำต่ำ
คำหยาบ ปะปนปยู่มาก ตามปรกติจึงไม่ใช้ในการเขียนทั่วไป นอกจากในงานเขียนบางประเภท เช่น นวนิยาย
หรือเรื่องสั้น บทละคร ข่าวกีฬา เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากในนวนิยาย
"มึงจะไปไหน ไอ้มั่น...กูสั่งให้ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจ กูอยากนั่งดูมัน มองมันตายช้าๆ
เลือดไหลออกจนหมดตัว และหยุดหายใจในที่สุด ถึงจะสมกับความแค้นของกู"
("จราภา","นางละคร" สกุลไทย ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒๑๖๒,หน้า ๑๐๗.)

ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกันเองหรือภาษาปากในข่าวกีฬา
"บิ๊กจา"เตรียมเดินเครื่องวางงานกีฬายาว จะเสนอตัวเป็นคณะกรรมาธิการวุฒิสภาการกีฬาดันงบหนุนซีเกมส์,
เอเชียนเกมส์ หร้อมกับความเป็นเจ้าเหรียญทอง ส่วนสมาคมตะกร้อรับว่าแตกเป็นเสี่ยง ให้พิสูจน์กันในตะกร้อ
คิงส์คัพหนที่ ๑๒ ใครผลงานดีได้พิจารณามาทำทีมชาติ
(เดลินิวส์, ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๙.) 


อ้างอิง: อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย เอนทรานซ์ ม.4-6 . สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา,กรุงเทพมหานคร, 2543

: มายด์ - 13/11/2005 11:43
ราชาศัพท์

.....คำ ราชาศัพท์ ความหมายของคำราชาศัพท์ตามรูปศัพท์ หมายถึงหลวง หรือ ศัพท์ราชการ ใช้แก่บุคคลที่ควรเคารพนับถือตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระบรมราชินีนาถ ลงมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์ พระภิกษุ ตลอดจนข้าราชการและบุคคลสามัญทั่วไปด้วย ดังนั้น "ราชาศัพท์ก็คือระเบียบการใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องตามฐานะของบุคคล" เป็นถ้อยคำที่เราใช้ยกย่องเชิดชูบุคคลผู้เจริญด้วยชาติวุฒิ คุณวุฒิและวัยวุฒิ หรือเป็นการแสดงความเคารพนับถือ เช่น ต่อพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ต่อเทพเจ้าและต่อพระเป็นเจ้าแม้ในศาสนาอื่นๆเพื่อความเป็นระเบียบทางภาษาของ เรานั้นเอง
๑ ที่มาของราชาศัพท์
.....๑.๑ คำไทย (คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำไทย)
.....๑.๒ คำประสม (คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำประสม)
.....๑.๓ คำยืมจากภาษาอื่น (คำราชาศัพท์ที่ยืมมาจากภาษาอื่น)

๑.๑ คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำไทย
.....มีวิธีการดังนี้
.....๑ ให้นำคำ "พระ" หรือ "พระราช" นำหน้านาม เป็นคำนามราชาศัพท์ เช่น
.....ประเภท เครื่องใช้ทั่วไป เช่น พระราชวัง(บ้าน)พระแสง(ศาสตราวุธ)พระอู่(เปล)พระที่นั่ง(เรือน)พระเก้าอี้ พระแท่น(เตียง)พระที่(ที่นอน)พระยี่ภู่(ที่นอน,ที่นั่ง,ฟูก,นวม) เป็นต้น
.....ประเภทอวัยวะต่างๆ เช่น พระเจ้า(ศีรษะเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)พระรากขวัญ(ไหปลาร้า)พระถัน, พระเต้า(นม) เป็นต้น
.....ประเภท เครือญาติ เช่น พระพี่นาง พระน้องนาง พระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลุง พระเจ้าอา เป็นต้น
.....ประเภทบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศื เช่น พระพี่เลี้ยง พระนม เป็นต้น

.....๒ ใช้ "ทรง" นำหน้าคำกริยาสามัญที่เป็นคำไทย ใช้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงรับ ทรงทำ ทรงขอบใจ ทรงเชื่อ ทรงเก็บ ทรงตัดสิน ทรงฟัง ทรงยินดี ทรงชุบเลี้ยง ทรงสั่งสอน ทรงออกกำลังกาย ทรงเล่นกีฬา ทรงขับ(รถยนต์) ทรงถือ ทรงจับ ทรงวาด เป็นต้น

.....๓ ใช้ "ทร" นำหน้าคำนามที่เป็นคำไทย ใช้เป็นคำกริยา เช่น ทรงม้า(ขี่ม้า) ทรงช้า(ขี่ช้าง) ทรงเรือใบ(เล่นเรือใบ) เป็นต้น

.....๔ ใช้คำ "ต้น" หรือ "หลวง" ประกอบข้างท้ายคำไทย หรือราชาศัพท์ เช่น ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น รถหลวง เรือนหลวง เรือหลวง เป็นต้น

.....๑.๒ คำราชาศัพท์ที่เกิดจากคำประสม การนำคำที่มีใช้กันอยู่แล้วในภาษาประสมกันทำให้เกิดเป็นคำใหม่เพิ่มขึ้น นับเป็นวิธีหนึ่งของการสร้างคำขึ้นใหม่ การสร้างคำราชาศัพท์วิธีหนึ่งก็ใช้การนำคำที่มีอยู่แล้วมาประสมกันเช่นเดียว กัน คำที่นำมาประสมกันนั้น อาจเป็นคำไทยประสมกับคำไทย หรือ คำไทยประสมกับคำต่างประเทศที่ใช้เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น

.....๑ คำไทยประสมกับคำไทย เช่น รับสั่ง ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น เรือนหลวง เรือหลวง เป็นต้น
๒ คำไทยประสมกับคำต่างประเทศที่ใช้เป็นคำราชาศัพท์ คำที่เกิดขึ้นใหม่จะใช้เป็นคำนามและคำกริยา เช่น

.....๑ ใช้เป็นคำนาม เช่น ห้องเครื่อง(ครัว) เครื่องคาว(ของกิน,กับข้าว) เครื่องหวาน(ของหวาน) เครื่องว่าง(ของว่าง) เครื่องสูง เครื่องต้น(เครื่องทรงสำหรับกษัตริย์,สิ่งของที่พระเจ้าแผ่นดินทรงใช้และ เสวย) ริมพระโอษฐ์ เส้นพระเกษา ข้อพระกร ฝ่าพระบาท ห้องพระสำอาง รัดพระองค์(เข็มขัด) ดวงพระชะตา พานพระศรี(พานหมาก)
.....๒ ลายพระราชหัตถ์ (จดหมายที่เขียนด้วยมือ)
ใช้ เป็นคำกริยา เช่น เทียบเครื่อง(ชิมอาหาร) ตั้งเครื่อง(ตั้งของรับประทาน) ลาดพระที่(ปูที่นอน) เฝ้าทูลละอองธุรีพระบาท(ไปหาไปพบ) หายพระทัย(หายใจ) ขอบพระทัย สนพระทัย ทอดพระเนตร เข้าในที่พระบรรทม สิ้นพระชนม์ เอาพระทัยใส่ ลงพระปรมาภิไธย(ลงชื่อ) แย้มพระโอษฐ์(ยิ้ม) เป็นต้น

.....๑.๓ คำราชาศัพท์ที่ยืมมาจากภาษา อื่น ภาษาต่างประเทศที่เรารับมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ ได้แก่ ภาษาบาลีสันสกฤตและภาษาเขมร โดยวิธี - เติมคำ "พระ" หรือ "พระราช" เข้าข้างหน้าคำภาษาต่างประเทศเพื่อให้เป็น คำนาม - เติมคำ "ทรง" หรือ "ทรงพระ" เข้าข้างหน้าภาษาต่างประเทศเพื่อให้เป็นคำกริยาส่วนภาษาต่างประเทศอื่นๆ ก็มีบ้าง เช่น ยืมภาษามลายู ภาษาชวา แต่มีน้อยคำ


: มายด์ - 17/11/2005 20:22
ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์

ระดับของภาษา

๔. วิธีใช้ราชาศัพท์

.....การใช้ราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ มีวิธีการใช้ดังนี้
..........๔.๑ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้ทันที เช่น ประทาน ผนวช ทูล ถวาย ประทับ เสด็จ บรรทม ประชวร สวรรคต พิโรธ เป็นต้น
..........๔.๒ ใช้คำ " พระบรม " หรือ " พระบรมราช " นำหน้าคำนามที่สำคัญยิ่ง เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศ เช่น พระบรมราชินี
พระบรมวงศานุวงศ์ พระบรมโอรสาธิราช พระบรมราโชวาท พระปรมภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชโองการ พระบรมราชานุญาต ฯลฯ
..........๔.๓ ใช้คำ " พระราช " นำหน้าคำที่มีความสำคัญน้อยกว่าคำที่กล่าวมาในข้อ ๒ เช่น คำนามที่แสดงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เช่น
พระราชวงศ์ พระราชบิดา พระราชชนนี พระราชโอรส พระราชธิดา ฯลฯ
..........คำนามทั่วๆ ไปที่มีความสำคัญรองลงมาตลอดจนอาการนามต่างๆ เช่น พระราชวังบางประอิน พระราชเสาวนีย์ พระราโชวาท
พระราชปฏิสันถาร พระราชดำรัส พระราชหัตถเลขา พระราชประเพณี พระราชโทรเลข พระราชพิธี พระราชกุศล พระราชดำริ พระราชประสงค์
พระราชปรารภ พระราชานุเคราะห์ ฯลฯ
..........๔.๔ ใช้คำ " พระ " นำหน้าคำนามทั่วๆไปที่เกี่ยวข้องกับ
.....เครื่องใช้ทั่วๆ ไป เช่น พระที่ พระแท่นบรรทม พระฉาย พระสุคนธ์ พระอู่ ฯลฯ
.....อวัยวะส่วนต่างๆ เช่น พระพักตร์ พระศอ พระกรรณ พระหัตถ์ พระกร ฯลฯ
.....นามอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระโรค พระโชค พระเคราะห์ พระบารมี พระชะตา ฯลฯ
.....บุคคลแต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ เช่น พระนม พระพี่เลี้ยง พระสหาย พระอาจารย์ พระอุปัชฌาย์ (ผู้บวชใหม่)
พระกรรมาจาจารย์ (คู่สวด) ฯลฯ
...........๔.๕ ใช้คำธรรมดาที่บอกลักษณะย่อยๆ ให้ชัดเจนไว้หน้าคำที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น
.....ฉลองพระเนตร หมายถึง แว่นตา
.....ขอบพระเนตร " ขอบตา
.....ช่องพระนาสิก " ช่องจมูก
.....ฝ่าพระหัตถ์ " ฝ่ามือ
.....หลังพระชงฆ์ " น่อง
.....ฉลองพระหัตถ์ " ช้อน
.....ถุงพระบาท " ถุงเท้า
.....ห้องพระสำอาง " ห้องแต่งตัว, ห้องสุขา
.....ซับพระองค์ " ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ
..........๔.๖ ใช้คำ " ทรงพระ " หรือ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามทั่วไป และคำนามราชาศัพท์ เพื่อทำให้เป็นคำกริยา เช่น
.....ทรงพระเมตตา หมายถึง มีเมตตา
.....ทรงพระอุตสาหะ " มีอุตสาหะ
.....ทรงพระดำริ " มีดำริ
.....ทรงพระประชวร " ป่วย
.....ทรงพระกรุณา " กรุณา
.....ทรงพระพิโรธ " โกรธ
.....ทรงพระสรวล " หัวเราะ
.....ทรงพระราชนิพนธ์ " แต่งหนังสือ
.....ทรงพระราชสมภพ " เกิด ฯลฯ
..........๔.๗ ใช้คำ " ทรง " นำหน้าคำธรรมดาเพื่อให้เป็นราชาศัพท์ เช่น
......๑. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำกริยาสามัญที่เป็นคำไทย เพื่อทำให้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงขอ ทรงรับ ทรงตัดสิน
ทรงเชื่อ ทรงเก็บ ทรงวาด ทรงถือ ทรงพับ ทรงใช้ ทรงจุด (ธูปเทียน) ฯลฯ
......๒. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่เป็นคำไทย เพื่อใช้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงช้าง ทรงเรือ ทรงม้า ทรงเรือใบ ฯลฯ
......๓. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่มีลักษณะเป็นสำนวน ทำให้มีความหมายต่างไปจากเดิม เช่น
.....ทรงธรรม หมายถึง ฟังเทศน์
.....ทรงบาตร " ตักบาตร
.....ทรงกล้อง " สูบกล้อง
.....ทรงพระโอรสมวน " สูบบุหรี่
.....ทรงฉลองพระเนตร " สวมแว่นตา
.....ทรงเครื่อง " แต่งตัว
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ตัดผม
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ถือไม้เท้า ฯลฯ
..........๔.๘ ใช้คำ " หลวง " และ " ต้น " ประกอบท้ายศัพท์ทั้งที่เป็นคำไทยและคำราชาศัพท์ให้เป็นคำราชาศัพท์ เช่น
.....เครื่องต้น (เครื่องทรงสำหรับกษัตริย์, สิ่งของที่พระเจ้าแผ่นดินทรงให้และเสวย) พระแสงปืนต้น เรือหลวง รถหลวง
ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น ฯลฯ
.....***หมายเหตุ*** การใช้ " ต้น " และ " หลวง " นั้นต้องสังเกต เพราะคำที่มี " ต้น " และ " หลวง " ประกอบอยู่ด้วยไม่ใช่คำราชาศัพ์
ทุกคำใช้เป็นคำธรรมดาก็มี เช่น ถนนหลวง ทะเลหลวง สนามหลวง ภรรยาหลวง ต้นห้อง ต้นเค้า ต้นคอ ต้นคิด เป็นต้น 



๕. การจำแนกคำที่ใช้ในราชาศัพท์

.....คำที่กำหนดใช้เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำนาม คำสรรพนาม กริยา และวิเศษณ์
..........๕.๑ คำนาม แบ่งออกเป็น สามานยนาม วิสามานยนาม และลักษณนาม
.....๑. สามานยนาม ได้แก่ นามทั่วไปเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เครื่องใช้และเครือญาติต่างๆ ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว
.....๒. วิสามานยนาม ได้แก่ คำนามเฉพาะที่เป็นพระนามเดิมหรือนามเดิม และที่เป็นพระราชทินนามหรือราชทินนาม คำนามเฉพาะ
หรือชื่อเฉพาะนี้จะมีคำนำหน้านาม เช่น สมเด็จพระเจ้า พระองค์เจ้า ฯลฯ นำหน้าชื่อเฉพาะ
.....ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระนเรศวร " สมเด็จพระ " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " นเรศวร " หรือ พ่อขุนรามคำแหง
" พ่อขุน " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " รามคำแหง " เป็นต้น การศึกษาเรื่องของวิสามานยนามราชาศัพท์ให้เข้าใจ
จะต้องศึกษาคำสามานยนามที่นำหน้าชื่อเฉพาะเหล่านั้นด้วย ซึ่งแบ่งออได้ดังนี้
.....๑.) วิสามานยนามที่เป็นนามเดิมชั้นเจ้านาย ได้แก่
ก. วิสามานยนามที่มีคำนำหน้าชื่อแสดงเครือญาติ หรือ ตำแหน่งพระบรมวาศานุวงศ์ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
(พระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนตั้งแต่พระเจ้าอาขึ้นไปที่เป็นเจ้าฟ้า) พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าพี่นางเธอ ฯลฯ
กำกับไว้ข้างหน้า
.....๒.) วิสามานยนามที่เป็นราชทินนาม ราชทินนาม คือ นามที่พระราชทาน หรือ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้ากระทรวงตั้ง จะมีคำบอก
ตำแหน่งชั้นกรม ซึ่งมีอยู่ ๕ ตำแหน่ง
คือ กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมพระยา นำหน้าพระนามกรม เช่น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรม-
นครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น เจ้านายที่ทรงกรม มีชั้นเจ้าฟ้ากับพระองค์เจ้า เท่านั้น
๓. ลักษณนาม ใช้ลักษณนามราชาศัพท์กับพระมหากษัตริย์และเจ้านายเท่านั้น ใช้ลักษณนาม พระองค์ กับ องค์ เช่น พระราชธิดา ๒ พระองค์
พระที่นั่ง ๒ องค์ เป็นต้น
..........๕.๒ คำสรรพนาม ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใช้ตามราชาศัพท์ มีเฉพาะบุรุษสรรพนามชนิดเดียวจะใช้คำใด จะต้องคำนึงถึงฐานนันดรและเพศของ
.....บุรุษที่ ๑ (ผู้พูด) บุรุษที่ ๒ (ผู้ที่เราพูดด้วย) และบุรุษที่ ๓ (ผู้ที่เราพูดถึง) เช่น
.....บุรุษที่ ๑ ได้แก่ ข้าพระพุทธเจ้า เกล้ากระหม่อม หม่อมฉัน อาตมาภาพ ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๒ ได้แก่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใต้ฝ่าละอองพระบาท ใต้ฝ่าพระบาท ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๓ ได้แก่ พระองค์ เสด็จ ท่าน ฯลฯ
..........๕.๓ คำกริยา คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำกริยาที่กำหนดขึ้นเป็นราชาศัพท์โดยเฉพาะ เช่น ผนวช ประทับ เสด็จ สรง ฯลฯ กำกับที่แต่งขึ้น
ใหม่ด้วยการใช้คำ " ทรง " " ทรงพระ " และ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามหรือคำกริยาที่มีใช้อยู่แล้วทั้งเป็นคำไทย และคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
เช่น ทรงขอบใจ ทรงเล่าเรียน ทรงพระสรวล ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นต้น
..........๕.๔ คำวิเศษณ์ ที่ใช้เป็นราชาศัพท์ ได้แก่ คำขานรับ เช่น เพคะ พ่ะย่ะค่ะ พระพุทธเจ้าข้า กระหม่อม ฯลฯ
แตกต่างไปตามเพศและฐานันดรของผู้พูดและผู้ฟัง
.....คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้วไม่ต้องใช้คำว่า " ทรง " นำหน้า เช่น
..........ตรัส เสวย สรง บรรทม
..........กริ้ว โปรด พระราชทาน ประสูติ
ฯลฯ
.....ราชาศัพท์ทั่วไปที่มักปรากฏในข้อสอบเช้ามหาวิทยาลัย
..........ภาพวาด = พระสาทิสลักษณ์
..........ภาพถ่าย = พระฉายาลักษณ์
..........รูปปั้น = พระรูป
.....แสดงต่อหน้า ให้ใช้ว่า แสดงเฉพาะพระพักตร์ ห้ามใช้ว่า แสดงหน้าพระที่นั่ง

 


คำถามเกี่ยวกับการบังคมทูล

..........การกราบบังคมทูลว่าสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสนองพระมหากรุณาธิคุณได้ จะใช้ว่า " ข้าพระพุทธเจ้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม "
..........ถ้าเป็นการปฏิเสธในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะใช้ว่า " หามิได้ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม "
คำว่า " กราบบังคมทูลพระกรุณา " ใช้ได้เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ไม่ใช่คำนี้จะใช้ว่า
" กราบบังคมทูล "
..........คำว่า " พระบรมราชวโรกาส " สื่อมวลชนใช้ผิดกันมาก เช่น ใช้ว่า *ในพระบรมราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา* ในพระบรมราช-
วโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพ เช่นนี้ไม่ถูกต้อง พระบรมราชวโรกาสจะใช้เมื่อเป็นการขอโอกาส เช่น* " ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท " " ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย "
..........คำว่า ทูล ใน ทูลเกล้าทูลกระหม่อมนั้นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้ใช้ทูล พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
รับ สั่งว่าโบราณได้กำหนดคำว่าไว้ต่างกัน คือ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม และ ทูลเกล้าทูลเกล้าทูลกระหม่อม คำว่า ทูล หมายถึง การยกขึ้นทูลหัว
ฉะนั้น ควรใช้ ทูล ส่วน ทูน เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า บอก ภาษาไทยของเรามีคำว่า ทูล หมายถึง และให้ความหมายที่ถูกต้องแล้ว ก้ไม่จำเป็น
จะต้องยืมคำเขมรมาใช้ อย่างไร ก็ตามมติของคณะรัฐมนตรีมีว่าให้ใช้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน ฉะนั้น จึงต้องใช้ว่า " ทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวาย "
.......... คำกริยาราชาศัพท์ที่มีคำว่า ทรง นั้นมีอยู่หลายคำ เช่น ทรงพระประชวร เป็นการนำคำว่า ประชวร ซึ่งเป็นคำกริยาราชาศัพท์ หมายความว่า
เจ็บป่วย มาทำให้เป็นอาการนามเป็น พระประชวร แล้วเติม ทรง ข้างหน้าเป็น ทรงพระประชวร ให้เป็นกริยาราชาศัพท์ใช้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน
เท่า นั้น ถ้าเป็นพระราชวงศ์อื่นๆ ใช้ว่า ประชวร หรือ ไม่ทรงสบาย ถ้าจะพูดว่า " หายแล้ว " ใช้ว่า ทรงสบายขึ้น หรือ ทรงพระสำราญดีแล้ว ส่วน
คำว่า ทรงพระประธม หมายถึง ห้องนอน ทรงพระสรวล หมายถึง หัวเราะ ใช้ได้ทั่วไป
.......... ถ้าคำว่า ทรง ตามหลังคำบางคำ หมายความว่า เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เพิ่มเข้าไปเพื่อให้มีความหมายว่า พระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในขณะนั้น
.......... ทรงเป็นองค์ประธาน ไม่ควรใช้ ทรงเป็น ใช้นำหน้าคำที่ไม่ใช่ราชาศัพท์ เช่น ทรงเป็นอาจารย์ส่วนองค์ประธาน ได้ทำให้กลายเป็นราชาศัพท์
แล้ว จึงใช้ ทรงเป็น นำหน้าไม่ได้ ควรใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน
.......... พระราชอาคันตุกะ ใช้เมื่อกล่าวถึงแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งมาจากต่างประเทศ ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น
แขกของคนสามัญใช้ว่า อาคันตุกะ เช่น ทรงเป็นอาคันตุกะของประธานาธิบดี ในปัจจุบันไม่ใช้ราชอาคันตุกะ ในกรณีที่เป็นแขกของพระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์อีกต่อไป
.......... ผู้ที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าแขกผู้นั้นเป็นกษัตริย์จะใช้ว่า รับเสด็จฯ ถ้าเป็นเจ้านาย ใข้ว่า รับเสด็จ
คำว่า ถวายการต้อนรับ เป็นคำที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ใข ถ้าแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้กลายเป็นเจ้านาย ใช้ว่า ต้อนรับ
.......... เครื่องสักการะ หมายถึง เครื่องสักการะของพระเจ้าอยู่หัว สื่อมวลชนมักใช้ผิด เช่น " นายกรัฐมนตรี นำเครื่องราชสักการะไปถวายบังคม
พระบรมฉายาลักษณ์ " ที่ถูกในประโยคนี้ต้องใช้ว่า เครื่องสักการะ
..........คำ ว่า เสด็จ ที่ใช้เป็นนาม เป็นคำเรียกเจ้านายนั้น จะใช้แก่พระองค์เจ้าที่เป็นพระราชโอรสธิดาพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น จะใช้กับพระองค์ที่เป็น
หลานพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ได้
.......... มหาราชินี หมายถึง ราชินีผู้ปกครองประเทศเท่านั้น เช่น แคทเธอรีนมหาราชินี ตำแหน่งสูงสุดของพระมเหสี คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
..........การยก พระบรมราโชวาทมาอ้างถีงนั้น ในตอนท้าย บางคนใช้ว่า " พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว " หรือ " พระบรมราโชวาท
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน " นับว่าเป็นการใช้ภาษาเยิ่นเย้อ คำว่า พระบรมราโชวาท ใช้ได้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
ใช้ แก่คนอื่นไม่ได้ถ้าใช้ พระราโชวาท ใช้ได้แก่หลายพระองค์จึงต้องระบุให้แน่ชัด เช่น พระราโชวาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราโชวาท
สมเด็จพระบรม ราชชนนี ถ้าเป็นพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่มีพระองค์อยู่ใน ปัจจุบัน จะใช้ว่า พระบรมราโชวาทในพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น
........... การออกพระนามเจ้านายชั้นสูงบางคนใช้ผิด คือ ใช้ย่นย่อเกินไป เช่น หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า " พระเทพ... " ดังนี้เป็นการไม่สมควร ที่ถูกต้อง
ควรออกพระนามเต็ม เช่น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ
........... อักษรย่อ ป.ร. เช่น ภ.ป.ร. ย่อมาจากคำว่า ปรม + ราชาธิราช คำนี้มาจากต่างประเทศ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงติดต่อกับต่างประเทศ
ทรงสังเกตเห็นว่าพระนามพระเจ้าแผ่นดิน ต่างประเทศมักมี Rex หมายถึง พระราชาธิบดีต่อท้ายพระนาม จึงได้ทรงนำอักษรย่อ ป.ร. มาใช้ เช่น พระนาม
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ใช้อักษรย่อว่า ภ.ป.ร. ย่อมาจาก ภูมิพลอดุลยเดชปรมราชาธิราช และใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร นำหน้าพระนาม
พระเจ้าแผ่นดินด้วย เช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมา
ภิ ไธยวชิราวุธ ร อักษร ร. ย่อมาจาก คำว่า รามาธิบดี พระนามของพระองค์ท่านคือ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
และ ได้ทรงเปลี่ยนคำนำหน้าพระนามพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหา... ทั้งสิน ต่อมาให้รัชกาล
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงกลับมาใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร ตามเดิม
..........คำ ว่า พระปรมาภิไธย หมายถึง ชื่อที่ได้รับการแต่งตั้ง จารึกลงในสุพรรณบัฏ เช่น พระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ภ.ป.ร.
..........พระบรม นามาภิไธย หมายถึง ชื่อตัว เช่น ภูมิพลอุดลยเดช ถ้าใช้ว่า ทรงลงพระบรนามาภิไธย ย่อจะหมายถึงเมื่อทรงลงอักษรย่อพระนามว่า ภ.อ.
..........พระราชสมัญญา หมายถึง ชื่อเล่น เช่น ขุนหลวงท้ายสระ ขุนหลวงหาวัด
.......... อีกคำหนึ่งที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ไข คือ กาที่คนสามัญถวายพระพรชัย หรือถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่โบราณมาถือกัน
ว่าพระภิกษุเท่านั้นจึงจะถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวได้เพราะถือว่าเป็นผู้ทรงศีล คนสามัญใช้ ถวายชัยมงคล
.......... ไปเยี่ยม เป็นราชาศัพท์ใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม หรือ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยม ก็ได้ เสด็จพระราชดำเนิน หมายความว่า ไป เช่น เสด็จ
พระราชดำเนินโดยลาดพระบาท ทรงพระดำเนิน หมายถึงว่า เดิน (ไม่ต้องใช้ว่า ทรงพระดำเนินด้วยพระบาท)
.......... ถ้าพระราชวงศ์หลายพระองค์ซึ่งดำรงพระยศต่างกัน ทำกริยา " ไป " พร้อมกัน จะใช้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ
บรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
.....เทิดทูนพระเกียรติ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้
.......... การกล่าวถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรใช้ว่า มีความจงรักภักดี หรือ แสดงความจงรักภักดี ไม่ใช้ว่า ถวายความจงรักภักดี
.......... ข้อความ " โครงการอนุรักษ์มรดกไทย ภายใต้ร่มพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ " ไม่ถูกต้อง เปลี่ยนเป็น ร่มพระบารมี พอจะใช้ได้
..........คำว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ใช้แก่พระราชวงศ์ตั้งแต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นไป พระราชวงศ์ชั้นรอง
ลงมา ใช้ว่า ทรงพระกรุณา
..........คำว่า รับเสด็จ และ เข้าเฝ้า นั้นใช้แก่พระราชตั้งแต่ชั้นพระเจ้าลูกเธอลงมา ถ้าพระอิสริยศักดิ์สูงกว่านั้น ใช้ว่า รับเสด็จฯ และ เข้าเฝ้าฯ ซึ่งย่อมาจาก
รับเสด็จพระราชดำเนิน และ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หรือ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ตามลำดับ
.......... มีพระราชดำรัส มีพระราชกระแส แปลว่า พูด ใช้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรม
ราชชนนี สมเด็จพระยุพราช และสมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........รับสั่ง แปลว่า พูด ใช้แก่พระราชวงศ์ทั่วไป
..........มีพระราชเสาวนีย์ หรือ มีพระเสาวนีย์ แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี และสมเด็จพระบรมราชชนนี
..........มีพระราชบัญชา แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........มีพระราชดำรัส สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระยุพราชและสมเด็จพระบรมราชกุมารี

]อ้างอิง: อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย เอนทรานซ์ ม.4-6 . สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา,กรุงเทพมหานคร, 2543 


ระดับของภาษาและคำราชาศัพท์ 2

ระดับของภาษา 2



๔. วิธีใช้ราชาศัพท์

.....การใช้ราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ มีวิธีการใช้ดังนี้
..........๔.๑ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้ทันที เช่น ประทาน ผนวช ทูล ถวาย ประทับ เสด็จ บรรทม ประชวร สวรรคต พิโรธ เป็นต้น
..........๔.๒ ใช้คำ " พระบรม " หรือ " พระบรมราช " นำหน้าคำนามที่สำคัญยิ่ง เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศ เช่น พระบรมราชินี
พระบรมวงศานุวงศ์ พระบรมโอรสาธิราช พระบรมราโชวาท พระปรมภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชโองการ พระบรมราชานุญาต ฯลฯ
..........๔.๓ ใช้คำ " พระราช " นำหน้าคำที่มีความสำคัญน้อยกว่าคำที่กล่าวมาในข้อ ๒ เช่น คำนามที่แสดงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ เช่น
พระราชวงศ์ พระราชบิดา พระราชชนนี พระราชโอรส พระราชธิดา ฯลฯ
..........คำนามทั่วๆ ไปที่มีความสำคัญรองลงมาตลอดจนอาการนามต่างๆ เช่น พระราชวังบางประอิน พระราชเสาวนีย์ พระราโชวาท
พระราชปฏิสันถาร พระราชดำรัส พระราชหัตถเลขา พระราชประเพณี พระราชโทรเลข พระราชพิธี พระราชกุศล พระราชดำริ พระราชประสงค์
พระราชปรารภ พระราชานุเคราะห์ ฯลฯ
..........๔.๔ ใช้คำ " พระ " นำหน้าคำนามทั่วๆไปที่เกี่ยวข้องกับ
.....เครื่องใช้ทั่วๆ ไป เช่น พระที่ พระแท่นบรรทม พระฉาย พระสุคนธ์ พระอู่ ฯลฯ
.....อวัยวะส่วนต่างๆ เช่น พระพักตร์ พระศอ พระกรรณ พระหัตถ์ พระกร ฯลฯ
.....นามอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระโรค พระโชค พระเคราะห์ พระบารมี พระชะตา ฯลฯ
.....บุคคลแต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ เช่น พระนม พระพี่เลี้ยง พระสหาย พระอาจารย์ พระอุปัชฌาย์ (ผู้บวชใหม่)
พระกรรมาจาจารย์ (คู่สวด) ฯลฯ
...........๔.๕ ใช้คำธรรมดาที่บอกลักษณะย่อยๆ ให้ชัดเจนไว้หน้าคำที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น
.....ฉลองพระเนตร หมายถึง แว่นตา
.....ขอบพระเนตร " ขอบตา
.....ช่องพระนาสิก " ช่องจมูก
.....ฝ่าพระหัตถ์ " ฝ่ามือ
.....หลังพระชงฆ์ " น่อง
.....ฉลองพระหัตถ์ " ช้อน
.....ถุงพระบาท " ถุงเท้า
.....ห้องพระสำอาง " ห้องแต่งตัว, ห้องสุขา
.....ซับพระองค์ " ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ
..........๔.๖ ใช้คำ " ทรงพระ " หรือ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามทั่วไป และคำนามราชาศัพท์ เพื่อทำให้เป็นคำกริยา เช่น
.....ทรงพระเมตตา หมายถึง มีเมตตา
.....ทรงพระอุตสาหะ " มีอุตสาหะ
.....ทรงพระดำริ " มีดำริ
.....ทรงพระประชวร " ป่วย
.....ทรงพระกรุณา " กรุณา
.....ทรงพระพิโรธ " โกรธ
.....ทรงพระสรวล " หัวเราะ
.....ทรงพระราชนิพนธ์ " แต่งหนังสือ
.....ทรงพระราชสมภพ " เกิด ฯลฯ
..........๔.๗ ใช้คำ " ทรง " นำหน้าคำธรรมดาเพื่อให้เป็นราชาศัพท์ เช่น
......๑. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำกริยาสามัญที่เป็นคำไทย เพื่อทำให้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงขอ ทรงรับ ทรงตัดสิน
ทรงเชื่อ ทรงเก็บ ทรงวาด ทรงถือ ทรงพับ ทรงใช้ ทรงจุด (ธูปเทียน) ฯลฯ
......๒. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่เป็นคำไทย เพื่อใช้เป็นคำกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงช้าง ทรงเรือ ทรงม้า ทรงเรือใบ ฯลฯ
......๓. ใช้ " ทรง " นำหน้าคำนามที่มีลักษณะเป็นสำนวน ทำให้มีความหมายต่างไปจากเดิม เช่น
.....ทรงธรรม หมายถึง ฟังเทศน์
.....ทรงบาตร " ตักบาตร
.....ทรงกล้อง " สูบกล้อง
.....ทรงพระโอรสมวน " สูบบุหรี่
.....ทรงฉลองพระเนตร " สวมแว่นตา
.....ทรงเครื่อง " แต่งตัว
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ตัดผม
.....ทรงเครื่องใหญ่ " ถือไม้เท้า ฯลฯ
..........๔.๘ ใช้คำ " หลวง " และ " ต้น " ประกอบท้ายศัพท์ทั้งที่เป็นคำไทยและคำราชาศัพท์ให้เป็นคำราชาศัพท์ เช่น
.....เครื่องต้น (เครื่องทรงสำหรับกษัตริย์, สิ่งของที่พระเจ้าแผ่นดินทรงให้และเสวย) พระแสงปืนต้น เรือหลวง รถหลวง
ช้างต้น ม้าต้น เรือนต้น ฯลฯ
.....***หมายเหตุ*** การใช้ " ต้น " และ " หลวง " นั้นต้องสังเกต เพราะคำที่มี " ต้น " และ " หลวง " ประกอบอยู่ด้วยไม่ใช่คำราชาศัพ์
ทุกคำใช้เป็นคำธรรมดาก็มี เช่น ถนนหลวง ทะเลหลวง สนามหลวง ภรรยาหลวง ต้นห้อง ต้นเค้า ต้นคอ ต้นคิด เป็นต้น



๕. การจำแนกคำที่ใช้ในราชาศัพท์

.....คำที่กำหนดใช้เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำนาม คำสรรพนาม กริยา และวิเศษณ์
..........๕.๑ คำนาม แบ่งออกเป็น สามานยนาม วิสามานยนาม และลักษณนาม
.....๑. สามานยนาม ได้แก่ นามทั่วไปเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เครื่องใช้และเครือญาติต่างๆ ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว
.....๒. วิสามานยนาม ได้แก่ คำนามเฉพาะที่เป็นพระนามเดิมหรือนามเดิม และที่เป็นพระราชทินนามหรือราชทินนาม คำนามเฉพาะ
หรือชื่อเฉพาะนี้จะมีคำนำหน้านาม เช่น สมเด็จพระเจ้า พระองค์เจ้า ฯลฯ นำหน้าชื่อเฉพาะ
.....ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระนเรศวร " สมเด็จพระ " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " นเรศวร " หรือ พ่อขุนรามคำแหง
" พ่อขุน " เป็นคำสามานยนามนำหน้าวิสามานยนาม " รามคำแหง " เป็นต้น การศึกษาเรื่องของวิสามานยนามราชาศัพท์ให้เข้าใจ
จะต้องศึกษาคำสามานยนามที่นำหน้าชื่อเฉพาะเหล่านั้นด้วย ซึ่งแบ่งออได้ดังนี้
.....๑.) วิสามานยนามที่เป็นนามเดิมชั้นเจ้านาย ได้แก่
ก. วิสามานยนามที่มีคำนำหน้าชื่อแสดงเครือญาติ หรือ ตำแหน่งพระบรมวาศานุวงศ์ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
(พระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนตั้งแต่พระเจ้าอาขึ้นไปที่เป็นเจ้าฟ้า) พระเจ้าพี่ยาเธอ พระเจ้าพี่นางเธอ ฯลฯ
กำกับไว้ข้างหน้า
.....๒.) วิสามานยนามที่เป็นราชทินนาม ราชทินนาม คือ นามที่พระราชทาน หรือ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้ากระทรวงตั้ง จะมีคำบอก
ตำแหน่งชั้นกรม ซึ่งมีอยู่ ๕ ตำแหน่ง
คือ กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมพระยา นำหน้าพระนามกรม เช่น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรม-
นครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น เจ้านายที่ทรงกรม มีชั้นเจ้าฟ้ากับพระองค์เจ้า เท่านั้น
๓. ลักษณนาม ใช้ลักษณนามราชาศัพท์กับพระมหากษัตริย์และเจ้านายเท่านั้น ใช้ลักษณนาม พระองค์ กับ องค์ เช่น พระราชธิดา ๒ พระองค์
พระที่นั่ง ๒ องค์ เป็นต้น
..........๕.๒ คำสรรพนาม ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงใช้ตามราชาศัพท์ มีเฉพาะบุรุษสรรพนามชนิดเดียวจะใช้คำใด จะต้องคำนึงถึงฐานนันดรและเพศของ
.....บุรุษที่ ๑ (ผู้พูด) บุรุษที่ ๒ (ผู้ที่เราพูดด้วย) และบุรุษที่ ๓ (ผู้ที่เราพูดถึง) เช่น
.....บุรุษที่ ๑ ได้แก่ ข้าพระพุทธเจ้า เกล้ากระหม่อม หม่อมฉัน อาตมาภาพ ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๒ ได้แก่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใต้ฝ่าละอองพระบาท ใต้ฝ่าพระบาท ฯลฯ
.....บุรุษที่ ๓ ได้แก่ พระองค์ เสด็จ ท่าน ฯลฯ
..........๕.๓ คำกริยา คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์ มีทั้งคำกริยาที่กำหนดขึ้นเป็นราชาศัพท์โดยเฉพาะ เช่น ผนวช ประทับ เสด็จ สรง ฯลฯ กำกับที่แต่งขึ้น
ใหม่ด้วยการใช้คำ " ทรง " " ทรงพระ " และ " ทรงพระราช " นำหน้าคำนามหรือคำกริยาที่มีใช้อยู่แล้วทั้งเป็นคำไทย และคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
เช่น ทรงขอบใจ ทรงเล่าเรียน ทรงพระสรวล ทรงพระราชนิพนธ์ เป็นต้น
..........๕.๔ คำวิเศษณ์ ที่ใช้เป็นราชาศัพท์ ได้แก่ คำขานรับ เช่น เพคะ พ่ะย่ะค่ะ พระพุทธเจ้าข้า กระหม่อม ฯลฯ
แตกต่างไปตามเพศและฐานันดรของผู้พูดและผู้ฟัง
.....คำกริยาที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้วไม่ต้องใช้คำว่า " ทรง " นำหน้า เช่น
..........ตรัส เสวย สรง บรรทม
..........กริ้ว โปรด พระราชทาน ประสูติ
ฯลฯ
.....ราชาศัพท์ทั่วไปที่มักปรากฏในข้อสอบเช้ามหาวิทยาลัย
..........ภาพวาด = พระสาทิสลักษณ์
..........ภาพถ่าย = พระฉายาลักษณ์
..........รูปปั้น = พระรูป
.....แสดงต่อหน้า ให้ใช้ว่า แสดงเฉพาะพระพักตร์ ห้ามใช้ว่า แสดงหน้าพระที่นั่ง



คำถามเกี่ยวกับการบังคมทูล

..........การกราบบังคมทูลว่าสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสนองพระมหากรุณาธิคุณได้ จะใช้ว่า " ข้าพระพุทธเจ้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม "
..........ถ้าเป็นการปฏิเสธในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะใช้ว่า " หามิได้ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม "
คำว่า " กราบบังคมทูลพระกรุณา " ใช้ได้เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ไม่ใช่คำนี้จะใช้ว่า
" กราบบังคมทูล "
..........คำว่า " พระบรมราชวโรกาส " สื่อมวลชนใช้ผิดกันมาก เช่น ใช้ว่า *ในพระบรมราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา* ในพระบรมราช-
วโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพ เช่นนี้ไม่ถูกต้อง พระบรมราชวโรกาสจะใช้เมื่อเป็นการขอโอกาส เช่น* " ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท " " ขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย "
..........คำว่า ทูล ใน ทูลเกล้าทูลกระหม่อมนั้นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้ใช้ทูล พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
รับ สั่งว่าโบราณได้กำหนดคำว่าไว้ต่างกัน คือ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม และ ทูลเกล้าทูลเกล้าทูลกระหม่อม คำว่า ทูล หมายถึง การยกขึ้นทูลหัว
ฉะนั้น ควรใช้ ทูล ส่วน ทูน เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า บอก ภาษาไทยของเรามีคำว่า ทูล หมายถึง และให้ความหมายที่ถูกต้องแล้ว ก้ไม่จำเป็น
จะต้องยืมคำเขมรมาใช้ อย่างไร ก็ตามมติของคณะรัฐมนตรีมีว่าให้ใช้ตามพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน ฉะนั้น จึงต้องใช้ว่า " ทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวาย "
.......... คำกริยาราชาศัพท์ที่มีคำว่า ทรง นั้นมีอยู่หลายคำ เช่น ทรงพระประชวร เป็นการนำคำว่า ประชวร ซึ่งเป็นคำกริยาราชาศัพท์ หมายความว่า
เจ็บป่วย มาทำให้เป็นอาการนามเป็น พระประชวร แล้วเติม ทรง ข้างหน้าเป็น ทรงพระประชวร ให้เป็นกริยาราชาศัพท์ใช้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน
เท่า นั้น ถ้าเป็นพระราชวงศ์อื่นๆ ใช้ว่า ประชวร หรือ ไม่ทรงสบาย ถ้าจะพูดว่า " หายแล้ว " ใช้ว่า ทรงสบายขึ้น หรือ ทรงพระสำราญดีแล้ว ส่วน
คำว่า ทรงพระประธม หมายถึง ห้องนอน ทรงพระสรวล หมายถึง หัวเราะ ใช้ได้ทั่วไป
.......... ถ้าคำว่า ทรง ตามหลังคำบางคำ หมายความว่า เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เพิ่มเข้าไปเพื่อให้มีความหมายว่า พระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในขณะนั้น
.......... ทรงเป็นองค์ประธาน ไม่ควรใช้ ทรงเป็น ใช้นำหน้าคำที่ไม่ใช่ราชาศัพท์ เช่น ทรงเป็นอาจารย์ส่วนองค์ประธาน ได้ทำให้กลายเป็นราชาศัพท์
แล้ว จึงใช้ ทรงเป็น นำหน้าไม่ได้ ควรใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน
.......... พระราชอาคันตุกะ ใช้เมื่อกล่าวถึงแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งมาจากต่างประเทศ ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น
แขกของคนสามัญใช้ว่า อาคันตุกะ เช่น ทรงเป็นอาคันตุกะของประธานาธิบดี ในปัจจุบันไม่ใช้ราชอาคันตุกะ ในกรณีที่เป็นแขกของพระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์อีกต่อไป
.......... ผู้ที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าแขกผู้นั้นเป็นกษัตริย์จะใช้ว่า รับเสด็จฯ ถ้าเป็นเจ้านาย ใข้ว่า รับเสด็จ
คำว่า ถวายการต้อนรับ เป็นคำที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ใข ถ้าแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้กลายเป็นเจ้านาย ใช้ว่า ต้อนรับ
.......... เครื่องสักการะ หมายถึง เครื่องสักการะของพระเจ้าอยู่หัว สื่อมวลชนมักใช้ผิด เช่น " นายกรัฐมนตรี นำเครื่องราชสักการะไปถวายบังคม
พระบรมฉายาลักษณ์ " ที่ถูกในประโยคนี้ต้องใช้ว่า เครื่องสักการะ
..........คำ ว่า เสด็จ ที่ใช้เป็นนาม เป็นคำเรียกเจ้านายนั้น จะใช้แก่พระองค์เจ้าที่เป็นพระราชโอรสธิดาพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น จะใช้กับพระองค์ที่เป็น
หลานพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ได้
.......... มหาราชินี หมายถึง ราชินีผู้ปกครองประเทศเท่านั้น เช่น แคทเธอรีนมหาราชินี ตำแหน่งสูงสุดของพระมเหสี คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
..........การยก พระบรมราโชวาทมาอ้างถีงนั้น ในตอนท้าย บางคนใช้ว่า " พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว " หรือ " พระบรมราโชวาท
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน " นับว่าเป็นการใช้ภาษาเยิ่นเย้อ คำว่า พระบรมราโชวาท ใช้ได้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
ใช้ แก่คนอื่นไม่ได้ถ้าใช้ พระราโชวาท ใช้ได้แก่หลายพระองค์จึงต้องระบุให้แน่ชัด เช่น พระราโชวาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราโชวาท
สมเด็จพระบรม ราชชนนี ถ้าเป็นพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่มีพระองค์อยู่ใน ปัจจุบัน จะใช้ว่า พระบรมราโชวาทในพระบาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น
........... การออกพระนามเจ้านายชั้นสูงบางคนใช้ผิด คือ ใช้ย่นย่อเกินไป เช่น หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า " พระเทพ... " ดังนี้เป็นการไม่สมควร ที่ถูกต้อง
ควรออกพระนามเต็ม เช่น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ
........... อักษรย่อ ป.ร. เช่น ภ.ป.ร. ย่อมาจากคำว่า ปรม + ราชาธิราช คำนี้มาจากต่างประเทศ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงติดต่อกับต่างประเทศ
ทรงสังเกตเห็นว่าพระนามพระเจ้าแผ่นดิน ต่างประเทศมักมี Rex หมายถึง พระราชาธิบดีต่อท้ายพระนาม จึงได้ทรงนำอักษรย่อ ป.ร. มาใช้ เช่น พระนาม
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ใช้อักษรย่อว่า ภ.ป.ร. ย่อมาจาก ภูมิพลอดุลยเดชปรมราชาธิราช และใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร นำหน้าพระนาม
พระเจ้าแผ่นดินด้วย เช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมา
ภิ ไธยวชิราวุธ ร อักษร ร. ย่อมาจาก คำว่า รามาธิบดี พระนามของพระองค์ท่านคือ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
และ ได้ทรงเปลี่ยนคำนำหน้าพระนามพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหา... ทั้งสิน ต่อมาให้รัชกาล
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงกลับมาใช้คำว่า ปรมินทร ปรเมนทร ตามเดิม
..........คำ ว่า พระปรมาภิไธย หมายถึง ชื่อที่ได้รับการแต่งตั้ง จารึกลงในสุพรรณบัฏ เช่น พระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ภ.ป.ร.
..........พระบรม นามาภิไธย หมายถึง ชื่อตัว เช่น ภูมิพลอุดลยเดช ถ้าใช้ว่า ทรงลงพระบรนามาภิไธย ย่อจะหมายถึงเมื่อทรงลงอักษรย่อพระนามว่า ภ.อ.
..........พระราชสมัญญา หมายถึง ชื่อเล่น เช่น ขุนหลวงท้ายสระ ขุนหลวงหาวัด
.......... อีกคำหนึ่งที่ใช้ผิดจนยากจะแก้ไข คือ กาที่คนสามัญถวายพระพรชัย หรือถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่โบราณมาถือกัน
ว่าพระภิกษุเท่านั้นจึงจะถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวได้เพราะถือว่าเป็นผู้ทรงศีล คนสามัญใช้ ถวายชัยมงคล
.......... ไปเยี่ยม เป็นราชาศัพท์ใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม หรือ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยม ก็ได้ เสด็จพระราชดำเนิน หมายความว่า ไป เช่น เสด็จ
พระราชดำเนินโดยลาดพระบาท ทรงพระดำเนิน หมายถึงว่า เดิน (ไม่ต้องใช้ว่า ทรงพระดำเนินด้วยพระบาท)
.......... ถ้าพระราชวงศ์หลายพระองค์ซึ่งดำรงพระยศต่างกัน ทำกริยา " ไป " พร้อมกัน จะใช้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ
บรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
.....เทิดทูนพระเกียรติ ใช้เป็นราชาศัพท์ได้
.......... การกล่าวถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรใช้ว่า มีความจงรักภักดี หรือ แสดงความจงรักภักดี ไม่ใช้ว่า ถวายความจงรักภักดี
.......... ข้อความ " โครงการอนุรักษ์มรดกไทย ภายใต้ร่มพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ " ไม่ถูกต้อง เปลี่ยนเป็น ร่มพระบารมี พอจะใช้ได้
..........คำว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ใช้แก่พระราชวงศ์ตั้งแต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นไป พระราชวงศ์ชั้นรอง
ลงมา ใช้ว่า ทรงพระกรุณา
..........คำว่า รับเสด็จ และ เข้าเฝ้า นั้นใช้แก่พระราชตั้งแต่ชั้นพระเจ้าลูกเธอลงมา ถ้าพระอิสริยศักดิ์สูงกว่านั้น ใช้ว่า รับเสด็จฯ และ เข้าเฝ้าฯ ซึ่งย่อมาจาก
รับเสด็จพระราชดำเนิน และ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หรือ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ตามลำดับ
.......... มีพระราชดำรัส มีพระราชกระแส แปลว่า พูด ใช้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรม
ราชชนนี สมเด็จพระยุพราช และสมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........รับสั่ง แปลว่า พูด ใช้แก่พระราชวงศ์ทั่วไป
..........มีพระราชเสาวนีย์ หรือ มีพระเสาวนีย์ แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี และสมเด็จพระบรมราชชนนี
..........มีพระราชบัญชา แปลว่า สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระบรมราชกุมารี
..........มีพระราชดำรัส สั่ง ใช้แก่สมเด็จพระยุพราชและสมเด็จพระบรมราชกุมารี



อ้างอิง: อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย เอนทรานซ์ ม.4-6 . สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา,กรุงเทพมหานคร, 2543



: ด.ญ. เมธินี แย้มเนตร ม.2/11B เลขที่ 18 - 13/11/2005 18:48

: ด.ญ. เมธินี แย้มเนตร ม.2/11B เลขที่ 18 - 18/11/2005 17:17
ภาษาเป็นทางการและภาษาไม่เป็นทางการ

1.ภาษาเป็นทางการและภาษาไม่เป็นทางการ
1.1 ภาษาเป็นทางการ
ภาษาเป็นทางการหรือภาษาราชการ หมายถึง ภาษามีแบบแผนถูกหลักภาษา เช่น ภาษาใช้ในวงราชการ
เช่น ประกาศต่างๆ ที่เป็นทางการ หนังสือราชการจดหมายราชการ ภาษาในวงวิชาการหรือในวงการศึกษา
เช่น รายงานการวิจัย ตำรา และแบบเรียน เป็นต้น
1.2 ภาษาไม่เป็นทางการ หมายถึง ภาษากึ่งแบบแผน ลดระดับความเคร่งครัดทางกฎเกณฑ์ของภาษา
เช่น ภาษาสำหรับเขียนบทความ สารคดี ชีวประวัติและบทวิจารณ์หรือภาษาใช้ในการสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคล
หรือกลุ่มบุคลไม่เกิน 4-5 คน ในสถานที่และกาละไม่ใช่ส่วนตัว แม้บุคลที่ใช้ภาษารู้จักมักคุ้นกันอยู่ก็ตาม

ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษาเป็นทางการและภาษาไม่เป็นทางการ
1.) ภาษาเป็นทางการมีลักษณะกระชับ ภาษาไม่เป็นทางการมีลักษณะไม่กระชับค่อนข้างเป็นภาษาพูด
ภาษาเป็นทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ
ไม่รอบคอบ ไม่ดูตาม้าตาเรือ
ไม่ทราบข้อเท็จจริง ไม่รู้เรื่องรู้ราว
ซ้ำซาก ซ้ำๆ ซากๆ
มีบุตร มีลูกมีเต้า
น้อยใจ น้อยอกน้อยใจ
ติดใจ ติดอกติดใจ
2.) ภาษาเป็นทางการมีลักษณะสุภาพกว่าภาษาที่ไม่เป็นทางการ ภาษาเป็นทางการมักใช้คำบาลี สันสกฤต
ซึ่งเป็นภาษาที่คนไทยยกย่อง
ภาษาเป็นทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ
มีความประสงค์ มีความต้องการ
บริการเต็มที่ รับใช้เต็มที่
เรียนให้ทราบ บอกให้รู้
กล่าวเท็จ พูดโกหก
กรณีอีสาน เรื่องอีสาน
อนุเคราะห์ ช่วยเหลือ
3.ถ้าเป็นคำยืมภาษาอังกฤษ ภาษาเป็นทางการใช้คำแปรที่บัญญัติเป็นทางการแล้วแต่ภาษาไม่เป็นทางการมัก
ใช้ทับศัพท์ที่ยังไม่ใช้เป็น
ภาษาพูดและมักตัดคำให้สั้นลง เช่น
ภาษาเป็นทางการ ภาษาไม่เป็นทางการ
คณิตกรณ์ คอมพิวเตอร์ (computer)
วีดิทัศน์ วีดิโอ (video)
โทรภาพ โทรสาร แฟกซ์ (fax: facsimile)
แถบบันทึก แถบ เทป (tape)
ห้องปรับอากาศ ห้องแอร์ (aircondition)
บริการ เสิร์ฟ (serve service)
ทัศนะ ความคิด ไอเดีย (idia)
สนับสนุน ล็อบบี้ (lobby)
ตั้งข้อสังเกตุ คอมเมนต์ (comment)

อ้างอิง ประพนธ์ เรืองณรงค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3)
เล่ม2 - - พิมพ์ครั้งที่1 - - กรุงเทพฯ : ประสานมิตร , 2545

: ด.ช. สัณหพจน์ เพชรมุณี ม.2/11B - 18/11/2005 10:38
ภาษาพูดและภาษาเขียน
 
2.ภาษาพูดและภาษาเขียน
2.1 ภาษาพูด
ภาษา พูด บางทีเรียกว่า ภาษาปาก หรือ ภาษาเฉพาะกลุ่ม เช่น ภาษากลุ่มวัยรุ่น ภาษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ภาษาพูดไม่เคร่งครัดในหลักภาษาบางครั้งฟังแล้วไม่สุภาพมักใช้พูดระหว่างผู้ สนิทสนม หรือผู้ได้รับการศึกษาต่ำ ในภาษาเขียนบันเทิงคดีหรือเรื่องสั้น ผู้แต่งนำภาษาปากไปใช้เป็นภาษาพูดของตัวละครเพื่อความเหมาะสมกับฐานะตัวละคร
2.2 ภาษาเขียน
ภาษาเขียน มีลักษณะเคร่งครัดในหลักภาษา มีทั้งระดับเคร่งครัดมาก เรียกว่า ภาษาแบบแผน เช่น การเขียนภาษาเป็นทางการดังกล่าวในข้อ 1.1 ระดับเคร่งครัดไม่มากนัก เรียกว่า ภาษากึ่งแบบแผน หรือ ภาษาไม่เป็นทางการ ดังกล่าวในข้อ 1..2 ในวรรณกรรมมีการใช้ภาษาเขียน 3 แบบ คือ ภาษาเขียนแบบจินตนาการ เช่น ภาษาการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เป็นต้น ภาษาเขียนแบบแสดงข้อเท็จจริง เช่น การเขียนบทความ สารคดี เป็นต้น และภาษาเขียนแบบประชาสัมพันธ์ เช่น การเขียนคำโฆษณา หรือคำขวัญ เป็นต้น

ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน
1) ภาษาพูดเป็นภาษาเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะวัย มีการเปลี่ยนแปลงคำพูดอยู่เสมอ เช่น


ภาษาพูด ภาษาเขียน

วัยโจ๋ วัยรุ่น

เจ๋ง เยี่ยมมาก

แห้ว ผิดหวัง

เดี้ยง พลาดและเจ็บ
ตัว

มั่วนิ่ม ทำไม่จริงจังและปิดบัง

โหลยโท่ย แย่มาก

จิ๊บจ๊อย เล็กน้อย

ดิ้น เต้นรำ

เซ็ง เบื่อหน่าย

แซว เสียดสี
2) ภาษาพูด มักเป็นภาษาไทยแท้ คือ เป็นภาษาชาวบ้าน เข้าใจง่าย แต่ภาษาเขียนมักใช้ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต เป็นภาษาแบบแผน หรือกึ่งแบบแผน เช่น

ภาษาพูด ภาษาเขียน

ในหลวง พระมหากษัตริย์

ผัวเมีย สามีภรรยา

เมียน้อย อนุภรรยา

ค่อยยังชั่ว อาการดีขึ้น อาการทุเลาขึ้น

ดาราหนัง ดาราภาพยนตร์

วัวควาย โคกระบือ

ปอดลอย หวาดกลัว

โดนสวด ถูกด่า

ตีนเปล่า เท้าเปล่า

เกือก รองเท้า



3) ภาษาพูดมักเปลี่ยนแปลงเสียงสระและเสียงพยัญชนะ รวมทั้งนิยมตัดคำให้สั้นลง แต่ภาษาเขียนคงเคร่งครัดตามรูปคำเดิม เช่น
ภาษาพูด ภาษาเขียน
เริ่ด เลิศ
เพ่ พี่
ใช่ป้ะ ใช่หรือเปล่า
ตื่นเต้ลล์ ตื่นเต้น
ใช่มะ ใช่ไหม
จิงอะป่าว จริงหรือเปล่า
ลุย ตะลุย
มหาลัย มหาวิทยาลัย
4) ภาษาพูด ยืมคำภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ และมักตัดคำให้สั้นลง รวมทั้งภาษาจีน เป็นต้น ภาเขียนใช้คำแปลภาษาไทยหรือทับศัพท์ เช่น
ภาษาพูด ภาษาเขียน
เว่อร์ (over) เกินควร เกินกำหนด
แอ๊บ (abnomal) ผิดปกติ
จอย (enjoy) สนุก เพลิดเพลิน
ซี (xerox) ถ่ายสำเนาเอกสาร
ก็อบ (copy) สำเนา ต้นฉบับ
ดิก (dictionary) พจนานุกรม
เอ็น (entrance) สอบเข้ามหาวิทยาลัย
ไท (necktie) เนกไท
กุนซือ (ภาษาจีน) ที่ปรึกษา
บ๊วย (ภาษาจีน) สุดท้าย
ตั๋ว (ภาษาจีน) บัตร 


อ้างอิง ประพนธ์ เรืองณรงค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3)
เล่ม2 - - พิมพ์ครั้งที่1 - - กรุงเทพฯ : ประสานมิตร , 2545


: ด.ช. สัณหพจน์ เพชรมุณี ม.2/11บี - 18/11/2005 10:59

 

 

 

คำไวพจน์
คำไวพจน์ คือ คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่มีรูปต่างกันและอาจมีที่มาจากภาษาต่างๆ 

1. พระพุทธเจ้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.........พระสัพพัญญู..........พระโลกนาถ...........พระสุคต
พระผู้มีพระภาคเจ้า.............พระสมณโคดม........พระศากยมุนี..........พระธรรมราช
พระชินสีห์...........................พระทศญาณ............มารชิต.....................โลกชิต
พระทศพลญาณ...................พระตถาคต...............พระชินวร...............ชินศรี

2. สวรรค์
ไตรทิพย์..............................สรวง........................ไตรทศาลัย...............สุราลัย
สุริยโลก...............................ศิวโลก.......................สุขาวดี.....................สุคติ
เทวโลก 


3. เทวดา
เทพ.....................................เทวินทร์......................อมร..........................สุรารักษ์
แมน....................................เทว..............................เทวัญ.......................นิรชรา
เทวา....................................ไตรทศ.........................ปรวาณ.....................สุร

4. พระอิศวร
ตรีโลกนาถ.........................บิดามห.........................ศิวะ..........................ศุลี
มหาเทพ.............................ปศุบดี...........................มเหศวร...................จันทรเศขร
ภูเตศวร...............................ศังกร............................ภูเตศ........................ทรงอินทรชฎา 



5. พระพรหม
จัตุพักตร์..............นิรทรุหิณ..............พระทรงหงส์................วิธาดา
ธาดา....................กมลาสน์................สรษดา..........................สรษดา
ปรชาบดี

6. พระวิษณุ
กฤษณะ...............ไวกุณฐ์..................ไกษพ.....................มาธพ
สวภู.....................พระจักรี................ศางดี.......................ไตรวิกรม
จักรปาณี..............พระกฤษณ์............พระนารายณ์ 



7. พระเจ้าแผ่นดิน
บดินทร์...........นโรดม..........นฤเบศน์..........เจ้าหล้า
ภูมินทร์..........ภูบาล.............ภูบดินทร์..........ธรารักษ์
นรินทร์..........นฤบดี.............จอมราช...........ท่านไท้ธรณี
ขัตติยวงศ์.......ธรณีศวร........ราเชนทร์..........ท้าวธรณิศ
ไท้ธาษตรี.......ปิ่นเกล้าธาษตรี

8. พระอินทร์
โกสีย์.................โกษี...............อินทรา............มรุตวาน
เทพาธิบดี..........อมรินทร์........วชิราวุธ...........อมเรศร
วัชรินทร์............ตรีเนตร.........สหัสโยนี.........วชิรปาณี
สหัสนัยน์.........เพชรปราณี....ท้าวพันตา........สักกะ
โกสินทร์...........พันเนตร........มัฆวาน 

9. ครุฑ
กาศยป.................ไวนเตยะ...............สุวรรณกาย..............นาคานตกะ
ปันนคนาสน์.......เวนไตย.................ขเดศวร...................สุบรรณ
วิษณุรถ................นาคานดก.............ขนบคาศน์

10. พระอาทิตย์
ทิพากร.............ทิวากร................ทินกร..................ภาสกร
รวิ....................รวี.......................รพิ.......................ระพี
ไถง..................ตะวัน.................อาภากร................อังศุมาลี
สุริยะ...............สุริยา..................สุริยัน...................สุริยน
สุริยง................ภาณุ..................ภาณุมาศ...............อุษณรศมัย
ทยุมณี..............อหัสกร.............พรมัน..................ประภากร 


11.พระจันทร์
เดือน.............ศศิ...............ศศิธร................บุหลัน
โสม..............นิศากร.........แข....................กัษษากร
นิศาบดี.........รัชนีกร.........ศิวเศขร

12. นางอุมา
กาตยายนี............เคารี...............ไหมวดี..............ภวาณี
รุทธานี................จัณฑี..............นางกาลี 


13. คำพูด
วาจา..............วจี.................วัจนะ..............พจนา
พากย์.............ถ้อย..............วัจนา

14. งู
นาคราช..............อุรค..............ภุชงค์...............อสรพิษ
อหิ.....................เงี้ยว 


15. นรก
นิรย...................ทุคติ นารก..................นรก

16. น้ำ
คงคา...................นที..................สินธุ์....................สาคร
สมุทร.................ชลาลัย.............อุทก....................ชโลทร
อาโป..................หรรณพ...........ชลธาร.................ชลาศัย
ชลธี....................ธาร..................ธารา....................สลิล
อรรณพ..............สินธุ................รัตนากร...............สาคเรศ
อุทกธารา............อุทก.................อัมพุ 


17. ปลา
มัจฉา................มัสยา................มัจฉาชาติ.................มิต
ชลจร................วารีชาติ.............อัมพุชา.....................มีน
มีนา.................ปุถุโลม

18. เมือง
บุรี..................ธานินทร์.................ราชธานี................ธานี
นคร...............นครินทร์.................นคเรศ..................สถานิย
ประเทศ.........บุรินทร์....................พารา....................กรุง
นครา 


19. คน
มนุษย์..............มรรตย.................นร..................นคร
มานพ..............ชน.......................บุรุษ

20. ลูกชาย
บุตร...............ปรัตยา................ตนุช................โอรส
เอารส............กูน 


21. ลูกหญิง
บุตรี................ธิดา.................ธิตา...................สุดา
ทุหิตา

22. ผู้หญิง
อรไท...............แก้วตา................ดวงสมร................นงคราญ
นงพะงา..........บังอร..................ร้อยชั่ง...................สตรี
สายสมร..........อนงค์..................อิสตรี....................กัญญา
กันยา..............กัลยาณี.................กานดา..................ดรุณี
นงเยาว์...........นงลักษณ์............นารี.......................มารศรี
ยุพเยาว์...........ยพุเรศ.................ยุพดี.....................ยุพา
ยุพิน................ยุวดี.....................เยาวเรศ................เยาวลักษณ์
วนิดา...............สมร.....................สุดา......................อิตถี
เพาโพท..........พธู........................สัตรี......................พนิดา
นงราม


: ด.ญ
23. นก
ทวิช.................บุหรง..................สกุณ................สกุณี
วิหค.................สกุณา.................ปักษี.................ทิชากร
ปักษิณ.............ทวิชาชาติ.............ปักษา

24. ช้าง
หัสดี..................กุญชร................คช................กรี
ดำริ....................คชินทร์..............คชาธาร........หัตถี
คเชนทร์............หัสดินทร์...........กรินทร์.........ไอยรา
สาร....................วารณ.................คชา 



25. ม้า
พาชี.................สินธพ.................อาชาไนย..............ไหย
อัศว.................แสะ.....................ดุรงค์.....................มโนมัย
อาชา................อัศวะ

26. ราชสีห์
ไกรสีห์...............ไกรสร................นฤเคนทร์.................สีหราช
สีห์ 


27. ลม
วาโย................มาลุต.................ปรัวน...............พระพาย

28. ไฟ
อัคคี................อัคนี.................เดช................เพลิง
ปราพก

29. งาม
โสภณ................เสาวภาคย์.................รุจิเรข...............บวร
พะงา..................วิศิษฏ์........................อะเคื้อ..............อันแถ้ง
สิงคลิ้ง 


30. ใหญ่ กว้าง
มหันต์.................มหา..................มหิมา...............พิบูลย์
ไพศาล................มโหฬาร

31. ไป
เต้า..................สัญจร....................จร...................ยาตรา

32. ขาว
ปัณฑูร..................ศุกร.............ศุภร................เศวตร
ธวัล 


33. ตาย
ปรลัย.................บรรลัย.................มรณะ.................วายชนม์
วายชีพ...............ดับจิต

34. ใจ
กมล.................มโน.................มน.................ดวงใจ
ดวงหทัย..........ดวงแด..............ฤทัย...............ฤดี
หฤทัย

35. นักปราชญ์
ธีร์..................ธีระ...................ปราชญ์................เธียร
บัณฑิต..........เมธ....................เมธี......................เมธา 


36. ดอกไม้
บุษบา..................บุปผา.................บุปผชาติ.................บุหงา
บุษบง..................บุษบัน...............ผกา.........................มาลา
ผกามาศ...............มาลี...................สุมาลี......................สุคันธชาติ

37. ฟ้า
อัมพร.................หาว....................เวหา.................โพยม
นภ.....................ทิฆัมพร..............คคนางค์............คคนานค์
นภดล.................นภา...................นภาลัย..............เวหาศ
อากาศ 


38. ยักษ์
ยักษา...................อสูร...................อสุรา.................กุมภัณฑ์
รามสูร.................ราพณาสูร.........รากษส...............ยักษิณี
ยักษี....................ราพณ์

39. ทองคำ
สุพรรณ..................สุวรรณ.................กนก...............กาณจน์
กาญจนา................มาศ.......................เหม................ชมพูนุท

40. เงิน
รัชตะ...............รัชฎา.................ปรัก.................หิรัญ 


41. ดอกบัว
อุบล..............บงกช.............นิลุบล................นิโลตบล
ปทุม.............สัตตบรรณ.....ปัทมา.................บุษกร
สัตตบงกช.....จงกล.............บุณฑริก.............ปทุมา
อุทุมพร.........สาโรช

42. แผ่นดิน
หล้า................เมธินี..............ภูมิ.................ภพ
พสุธา.............ธาษตรี............ด้าว.................โลกธาตุ
ภูวดล.............พิภพ...............พสุธาดล.........ปัถพี
ปฐวี...............ปฐพี................ธราดล.............ธรณี
ภูตลา.............พสุนทรา.........มหิ..................พสุมดี 

43. เสือ
พยัคฆา..............ศารทูล...............พาฬ..............พยัคฆ์
ขาล

44. วัว
คาวี...........พฤษภ..........อสุภ............ฉลู

45. ควาย
มหิงสา.............มหิงส์...............กาสร.............กระบือ 


46.ป่า
ชัฏ..................เถื่อน.................พนัส.................พนา
พงพนา...........ไพรวัน.............พงพี..................พงไพร
ไพรสัณฑ์.......พนาดร..............พนาลี...............พนาวัน
อรัญญิก

47. ภูเขา
บรรพต..............สิงขร...............พนม...........ไศล
ภู.......................ศิงขร................ภูผา..............ศิขริน
คีรี

48. ลิง
วอก................วานร...............กระบี่...............พานร
กบิล...............กบินทร์...........วานรินทร์.........พานรินทร์ 

49. นางอันเป็นที่รัก
แก้วกับอก.................แก้วกับตน.................เยาวมาลย์.................สมร
ขวัญอ่อน..................ขวัญตา......................ทรามสงวน...............ทรามสวาท

50.คำกริยาแสดงความเคลื่อนไหว
ลีลา..............ยุรยาตร...............เยื้องย่าง...............ไคลคลา................ประพาส

51. ศัตรู
ปรปักษ์.............เวรี...............ไพรี..................ปัจจามิตร
ริปู.....................อริ................ดัสกร 

ที่มา:
อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงศ์

คำสันธาน(ใบความรู้)

คำสันธาน คือ คำที่ใช้ขึ้นเชื่อมระหว่างคำ หรือข้อความให้ติดต่อกัน ประโยคตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปมารวมกัน อาจเป็นประโยคความรวมหรือประโยคความซ้อนก็ได้  

ใบความรู้เรื่องคำสันธาน

                                                          ที่มาจากภาพ  vcharkarn.com

         คำสันธาน  คือ  คำที่ใช้ขึ้นเชื่อมระหว่างคำ  หรือข้อความให้ติดต่อกัน  ประโยคที่ใช้คำสันธานจึงประกอบด้วยประโยคตั้งแต่  ๒ ประโยคขึ้นไปมารวมกัน  อาจเป็นประโยคความรวมหรือประโยคความซ้อนก็ได้
 ๑. สรรพนามเชื่อมความ  “ ที่  ซึ้ง  อัน  ผู้  ”  เมื่อทำหน้าที่เชื่อมความในประโยคความซ้อน  เช่น
  “เขาเป็นคนที่ทำงานเก่ง” มีสองประโยค คือ เขาเป็นคน, (คน) ทำงานเก่ง
  “ เขาอยู่บ้านซึ่งอยู่มานานแล้ว ”  มีสองประโยค  คือ  เขาอยู่บ้าน( บ้าน ) ปลูกมานานแล้ว
 ๒. คำ  “ ให้ ”  เมื่อใช้เชื่อมประโยค  ก็นับเป็นคำสันธานด้วย  เช่น
  แม่พูดให้ฉันฟังแล้ว
  ครูต้องทำความดีให้ศิษย์เห็นเป็นตัวอย่าง
 ๓. คำ  “ ว่า ”  เมื่อนำมาใช้เชื่อมประโยค  เป็นการบอกเนื้อความที่คิด  พูดหรือกล่าวออกไป  ก็ทำหน้าที่เหมือนคำสันธานด้วย  เช่น
  ฉันคิดว่า  คนเราต้องพึ่งตนเองให้ได้
  แม่สอนว่า  อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
 ๔. คำบุพบทบางคำทำหน้าที่เชื่อมประโยคก็นับเป็นคำสันธานด้วย  เช่น  โดย  ตาม  เพื่อ  ระหว่าง 
  เขาดูโทรทัศน์ระหว่างรอฉันแต่งตัว  (สันธาน)
  แม่ตัดเสื้อผ้าเองเพราะมีเวลาว่าง    (สันธาน) 
 ๕. คำสันธานอาจมีมากกว่า  ๑  คำ  เช่น  เพราะฉะนั้นจึง  ,  ถึงแม้ว่า  ,  แต่ทว่า เมื่อ...ก็  ,  พอ...ก็  ,  เพราะ...จึง  ,  ทั้ง...และ  เช่น
  เขาทำงานด้วยความตั้งใจ  เพราะฉะนั้นจึงได้รับคำชมเสมอ
  พอโรงเรียนเลิก  ฉันก็รีบกลับ

 ๖. คำสันธานอาจละไว้ในฐานที่เข้าใจ  โดยเฉพาะสุภาษิต  สำนวน  และประโยคสนทนา  อาจละคำสันธานไว้  แต่เราจะทราบได้ว่า  มีการละคำสันธานโดยการจำแนกประโยคแล้วลองเติมคำสันธานลงไป  เช่น
  กำแพงมีหูประตูมีช่อง( กำแพงมีหูและประตูมีช่อง )
  ขายผ้าเอาหน้ารอด( ขายผ้าเพื่อเอาหน้ารอด )
 

หน้าที่ของคำสันธานมีลักษณะสำคัญ  ๒  ประการ  คือ
 ๑. เชื่อมประโยคความรวม  ได้แก่   การเชื่อมประโยคความเดียวตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไป  เพื่อให้ประโยคกะทัดรัดและสละสลวย  เช่น
      ใจความคล้อยตามกัน
  เด็กๆควรออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
  พอครูเข้าห้อง  นักเรียนก็ทำความเคารพ
      ใจความแย้งกัน
  เขาเป็นคนเข้มงวดแต่มีเหตุผล
  กว่าทางการจะช่วยเหลือ  ชาวนาก็เลิกทำนาหมดแล้ว
      ใจความให้เลือก
  เธออยากจะเดินทางโดยรถไฟหรือรถประจำทางปรับอากาศ
  เขาต้องเลือกไปสุรินทร์หรือไม่ก็ลำปางในวันพรุ่งนี้
 ๒. เชื่อมประโยคความซ้อน  ได้แก่  การเชื่อมประโยคย่อย  ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำในประโยคหลัก  ได้แก่
 ขยายนาม  อาจขยายได้ทั้งประธาน  กรรม  และส่วนเติมเต็ม  คำเชื่อมที่ใช้ได้แก่  คำสรรพนามเชื่อมความ  เช่น
  เขาเป็นคนที่มีน้ำใจประเสริฐยิ่ง  ( ขยายส่วนเติมเต็ม )
       ขยายกริยา  คำเชื่อมที่ใช้  ได้แก่  “ เมื่อ  จน  เพราะ  เพื่อ  ให้  ว่า ”  เช่น
  เขาทำการบ้านทันทีเมื่อมาถึงบ้าน  ( ทำ...เมื่อมาถึงบ้าน )

 

คำอุทาน (ใบความรู้)

คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้พูด ซึ่งไม่มีความหมาย แต่จะมีความหมายในด้านเน้นความรู้สึกและอารมณ์ของผู้พูด  

ใบความรู้เรื่องคำอุทาน

ที่มาภาพมาจาก vcharkarn.com

         คำอุทาน  คือ  คำที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้พูด ซึ่งไม่มีความหมาย  แต่จะมีความหมายในด้านเน้นความรู้สึกและอารมณ์ของผู้พูด
 คำอุทาน  แบ่งได้  ๒  ชนิด  คือ
 ๑. คำอุทานบอกอาการ  คือ  คำอุทานที่เปล่งเสียงออกมาเพื่อให้รู้อาการของผู้พูด
  ดีใจ  เช่น  ไชโย  ฮ่าๆ  เฮ  ฮูเล
  โกรธเคือง เช่น  ชิ  ชะ  ฮึ  เหม่  ดูดู๋ 
  ร้องเรียก เช่น  นี่แน่ะ  เฮ้  เฮ้ย
  ประหลาดใจ เช่น  เอ  เอ๊ะ  เอ๋  คุณพระ
  รับรู้  เช่น  อ๋อ  เออ  อ้อ  หื้อ
  เจ็บปวด เช่น  โอ้ย  อ๋อย  อุ๋ย  โอย
  สงสาร  เช่น  อนิจจา  พุทโธ่  โธ่เอ๊ย
 ๒. คำอุทานเสริมบท  คือ  คำอุทานที่ใช้เป็นคำสร้อยหรือเสริมบท  ทำให้
ความสมบูรณ์  ไพเราะ  สละสลวยขึ้น  แบ่งเป็น  ๓  ชนิด  คือ
      ๒.๑ คำสร้อย  คือ  คำอุทานที่ใช้เป็นคำสร้อยในบทประพันธ์  พวกโคลงและร่าย  มักมีคำว่า  มักมีคำว่า  แลนา    นาแม่  เทอญพ่อ  พี่เอย  จริงแฮ  เป็นต้น       
     ๒.๒ คำแทรก  คือ  คำอุทานที่แทรกระหว่างข้อความหรือคำ  เพื่อต้องการให้ฟังไพเราะสละสลวย  มักประกอบด้วยคำว่า  สิ  นะ  ซิ  เฮย  เอย  เอ๋ย  เช่น
  เร็วๆหน่อยนะ
  รอฉันด้วยสิ
      ๒.๓  คำเสริม  คือ  คำอุทานที่ต่อคำให้ยาวขึ้น  เพราะต้องการให้ออกเสียงสะดวกขึ้น  โดยที่ความหมายไม่เปลี่ยน  เช่น
  กินข้าวกินปลา  ไปวัดไปวา





ขอขอบคุณ : ครูวรรณดี พลเยี่ยม
โรงเรียนบ้านพุขาม
สพท.เพชรบูรณ์ เขต 3

[ชนิดของคำในภาษาไทย]

คำนาม คือคำที่ใช้เรียกสิ่งต่าง ๆ อาจเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ และนามธรรมทั้งหลาย 

ใบความรู้คำนาม 
         การจำแนกคำในภาษาไทย แบ่งออกได้เป็น 7 ชนิด ดังนี้
             1.คำนาม     2.คำสรรพนาม     3.คำกริยา     4.คำวิเศษณ์
              5.คำบุพบท 6.คำสันธาน          7.คำอุทาน
 
          คำนาม   คือคำที่ใช้เรียกสิ่งต่าง ๆ อาจเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ และนามธรรมทั้งหลาย เช่น ครู  นักเรียน  พ่อค้า  หมา  หมู  แมว  ลำไย  มังคุด  กุหลาบ  โทรทัศน์  ความรัก  ความเสียใจ  ความพอใจ  ความเมตตา  ความซื่อสัตย์  นาฏศิลป์  ลิเก  ละคร  อุบัติเหตุ  อุทกภัย  คำนามแบ่งออกได้เป็น  ชนิดคือ
                1. คำนามทั่วไป (สามานยนาม)  คือคำนามที่ใช้เรียก คน สัตว์ สิ่งของ โดยทั่ว ๆ ไป  เช่น ครู  นักเรียน  โรงเรียน  แม่น้ำ  ประเทศ
                2. คำนามชี้เฉพาะ (วิสามานยนาม) คือคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของคน  สัตว์  และสิ่งของ เช่น  ทักษิณ-ชื่อคน, ไชยานุภาพ-ชื่อช้าง, ขุนช้างขุนแผน-ชื่อหนังสือ
                3. คำนามบอกหมวดหมู่ ( สมุหนาม) คือคำนามที่ใช้แสดงหมวดหมู่ของคน สัตว์ และสิ่งของ เช่น  หมู่ลูกเสือ, กลุ่มนักเรียน, ฝูงนก, โขลงช้าง, ทีมฟุตบอล
                ข้อควรสังเกต  คำนามบอกหมวดหมู่นั้นจะอยู่หน้าคำนามเสมอ แต่ถ้าไปอยู่หลังคำนาม
                                               หรือหลังคำบอกจำนวนจะกลายเป็น นามบอกลักษณะทันที  เช่น
                                               ทีมฟุตบอลทีมนี้เล่นเก่งทุกคน  
                                               ทีมคำแรก เป็นคำนามบอกหมวดหมู่
                                               ทีมคำหลังเป็นคำนามบอกลักษณะ
                4. คำนามบอกลักษณะ (ลักษณนาม)  คือคำนามที่บอกลักษณะของคำนามที่อยู่ข้างหน้าเพื่อแสดงรูปลักษณะ ขนาดของคำนามนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
                    คำลักษณนามนั้นส่วนใหญ่นำมาจากคำนาม เช่น ตัว  เล่ม  หัว  แผ่น  เส้น  ดวง  แต่บางคำก็มาจากคำกริยา เช่น  จีบ  ม้วน  ขด  เท  กำ
                    คำลักษณนามบางคำมีรูปตรงกับคำนามคำเดิม เช่น  หู 2 หู ,  ตา 2 ตา , จมูก 1 จมูก ,  หมู่บ้าน 5 หมู่บ้าน ,  อำเภอ 6 อำเภอ ,  ทวีป 5 ทวีป
                    ลักษณนามของคำบางคำมีลักษณะต่างกับคำนามเดิม แต่ก็จำกัดใช้เฉพาะคำนามเพียงบางคำ  เช่น
                          เรือน   ใช้กับ   นาฬิกา  เข็มทิศ           
เลา   ใช้กับ   ปี่  ขลุ่ย
                           ปื้น     ใช้กับ   เลื่อย                            ขอน  ใช้กับ   สังข์
                           กิ่ง      ใช้กับ   งาช้าง
          ต่อไปนี้ เป็นคำลักษณนามของคำนามที่ควรทราบ
       กรรไกร    -  เล่ม                     กรอบรูป   -  กรอบ อัน                     กระจก   -  แผ่น
       กระจกเงา - บาน                     กระจาด   -  ใบ ลูก                          กระดิ่ง   -  ใบ ลูก
      กระถาง    -  ใบ ลูก                  กระบอกน้ำ -  ใบ                             กริ่ง       -  อัน
      กริช         -  เล่ม                      กลอง       -  ใบ ลูก                          กล้องถ่ายรูป  -  กล้อง
      กลอน (ประตู หน้าต่าง)-  ตัว    กลักไม้ขีด - กลัก                              ก๊อก       -  ก๊อก
      กะลา      -  ซีก  ใบ                   กังหัน     -  ตัว                                กันชน    -  อัน
      กำไล      -  ขอน  วง                 กีตาร์      -  ตัว                                แก้ว       -  ใบ
      โกศ(บรรจุอัฐิ) - ใบ  ลูก            ขวด        -  ใบ  ขวด                       ขวาน     -  เล่ม
      ขัน         -  ใบ  ลูก                   ข่าย        -  ผืน  ปาก                        เข็ม        -  เล่ม
      เข็มกลัด  -  อัน                         เข็มขัด   -  เส้น สาย                        เข็มหมุด -  ตัว
      เขื่อน      -  เขื่อน                     ไข่          -  ใบ ฟอง ลูก                    ครก        -  ใบ  ลูก
     คราด      -  อัน                         คลอง     -  คลอง สาย                      คลินิก     -  แห่ง
      ค้อน      -  เต้า อัน                    คอมพิวเตอร์ - เครื่อง                      คีม          -  เล่ม อัน
      เคียว     -  เล่ม                         แคน       -  เต้า                                โคม      -  ดวง ใบ ลูก
      ฆ้อง      -  ใบ  ลูก                    จดหมาย  -  ฉบับ                            จรวด(อาวุธ) - ลูก
      จอบ      -  เล่ม                         จักรเย็บผ้า - คัน หลัง                       เจดีย์     -  องค์
      แจกับ    -  ใบ                          ฉัตร      -  คัน                                 โฉนด    -  ฉบับ
      ชฎา     -  ศีรษะ หัว                 ช้อน     -  คัน                                   ช้อนส้อม  -  คู่
      ชิงช้า   -  อัน                           เช็ค      -  ใบ ฉบับ                           ซอ      -  คัน
      ซิป    -  อัน เส้น สาย                ซึง        -  คัน                                  โซ่      -  เส้น สาย
      ไซ    -  ลูก                               ไซโล   -  หลัง                                  เณร   -  รูป
      ดอกไม้จันทน์ - ช่อ                   ดาบส   -  ตน                                   ดาวเทียม   -  ดวง
      ตรายาง   -  อัน                        ตะกร้า   -  ใบ ลูก                             ตะเกียง   -  ดวง
      ตะแกรง   -  ใบ                        ตะหลิว   -  เล่ม อัน                          ตาลปัตร   -  เล่ม
      ตำหนัก   -  หลัง                       เต็นท์   -  หลัง                                 เตารีด   -  อัน
      ถนน   -  สาย                           โถส้วม   -  โถ                                   ทวน   -  เล่ม
      ทองคำเปลว   -  แผ่น               ทองหยอด  -  เม็ด ลูก                        ทองหยิบ  -  ดอก  หยิบ
      ทะเลทราย  -  แห่ง                  ทะเลสาบ  -  แห่ง                              ทางด่วน   -  สาย
      ทางเท้า   -  ทาง                      ทางม้าลาย   -  แห่ง                          เทียน   -  เล่ม
      เทียนพรรษา   -  ต้น                 ธง(กระดาษ) - ธง                            ธง(ผืนธง)  -  ผืน
      ธง(มีต้น)  -  คัน                       ธนบัตร  -  ฉบับ ใบ                          ธนาคาร  -  ธนาคาร
      ธรรมจักร   -  วง                      นกหวีด  -  ตัว                                  นม   -  เต้า
      นรก   -  ขุม                              นามบัตร   -  แผ่น                            เนกไท   -  เส้น
      ไนต์คลับ   -  แห่ง                     บังกะโล   -  หลัง                             บัตรประจำตัว - ฉบับ
      บันได  -  อัน  แห่ง                    บันไดเลื่อน - ตัว แห่ง                       บานพับ  -  ตัว อัน
      บุษบก  -  หลัง                          ใบรับรอง - ฉบับ                              ใบเสร็จ - ฉบับ ใบ
      ปฏิทิน - แผ่น ฉบับ ใบ              ประกาศนียบัตร - ฉบับ ใบ                ปริญญาบัตร - ฉบับ
      ปั๊มน้ำ  -  ตัว                             ปั๊มน้ำมัน  -  ปั๊ม                                เปลญวน  -  ปาก
      เปียโน  -  หลัง                          ผ้าไตร  -  ไตร                                  ผ้าป่า  -  กอง  ต้น
      แผ่นภาพ  -  แผ่น                      พระธำมรงค์  -  องค์                         พระสาง(หวี)-องค์
      พระบรมฉายาลักษณ์ - องค์       พระบรมราโชวาท - องค์                   พัด  -  เล่ม
      พิณ  -  คัน                                พู่กัน  -  ด้าม  เล่ม                             โพงพาง  -  ปาก
      ไพ่  -  ใบ  สำรับ                        ฟัน  -  ซี่                                           ฟาร์ม  -  ฟาร์ม
      ไฟฉาย  -  กระบอก  อัน             ไฟแช็ก  -  อัน                                   ภัตตาคาร  -  แห่ง
      ภาพ  -  ภาพ                             ภิกษุ  -  รูป องค์                                ภูเขา  -  ลูก
      มณฑป  -  หลัง                          มรสุม  -  ลูก                                     ม่าน  -  ผืน คู่
      มุ้ง  -  หลัง                                มูลนิธิ  -  มูลนิธิ                                เมรุ  -  เมรุ
      แม่กุญแจ  -  แม่  ตัว                   แม่น้ำ  -  สาย                                   แม่แรง  -  ตัว
      ไม้แคะหู  -  เล่ม                        ไมโครโฟน  -  ตัว                             ไม้ตีพริก  -  อัน
      ไม้เท้า  -  อัน                             ไม้พาย  -  เล่ม                                   ไม้ยมก  -  ตัว
      ยมบาล  -  ตน                            ยอ  -  คัน  ปาก                                 ยางรถ  -  เส้น
      ยางลบ  -  ก้อน  เส้น  อัน             ย่าม  -  ใบ ลูก                                  ยุ้ง  -  หลัง
      รถ  -  คัน                                  รถไฟ  -  ขบวน                                  ร่ม  -  คัน
      ระฆัง  -  ใบ ลูก                         รางวัล  -  รางวัล                                 รายงาน- ฉบับ เรื่อง
      เรือ  -  ลำ                                   เรือน  -  หลัง                                   ลำธาร  -  สาย
      ลำโพง  -  ตัว                             ลูกกุญแจ  -  ดอก  ลูก                        ลูกนิมิต  -  ลูก
      เลื่อย  -  ปื้น                               เลื่อย ฉลุ  -  คัน                               เลื่อยไฟฟ้า-ตัว เครื่อง
      เลื่อยวงเดือน - วง                      โลง(มีศพ) - โลง                             โลง(ไม่มีศพ)-ใบ ลูก
      วรรณยุกต์  -  ตัว                       วอ  -  คัน  หลัง                                วัด  -  วัด
      วิทยานิพนธ์ - ฉบับ เรื่อง            วิทยุ  -  เครื่อง                                 วิมาน  -  องค์
      วิหาร  -  หลัง                            วุฒิบัตร  -  ฉบับ                              ไวโอลิน  -  คัน
      ศาลพระภูมิ  -  ศาล หลัง             ศาลา  -  หลัง                                  ศาสดา - ท่าน องค์
      ศิลาฤกษ์  -  แผ่น                         สมภาร  -  รูป                                  สมอเรือ  -  ตัว
      สวนสัตว์  -  แห่ง                        สวิง  -  ปาก                                     สะพาน  -  สะพาน
      สัปทน  -  คัน                              สาก  -  คัน                                      สิ่ง - เล่ม ปาก อัน
      สูตรคูณ  -  แม่                           เสาอากาศ  -  ต้น                              เสียม  -  เล่ม
      หมอน  -  ใบ ลูก                         หวี , หอก - เล่ม                               หอประชุม  -  หลัง
      หอสมุด  -  แห่ง                          หางเสือเรือ  -  อัน                          เหยือก  -  ใบ
      แหลน  -  เล่ม                              โหล  -  ใบ                                     ไห  -  ใบ ลูก
      อนุสาวรีย์  -  แห่ง                       อาคารชุด - หน่วย                           อ่าง  -  ใบ ลูก
      อ่างอาบน้ำ - อ่าง                         อาสน์สงฆ์  -  ที่                              อุทยาน  -  แห่ง
      อุโมงค์  -  อุโมงค์                        โอ่ง  -  ใบ ลูก
                     5.คำนามที่แสดงอาการ (อาการนาม) คือคำนามที่แสดงสิ่งที่เป็นนามธรรม ทางกาย วาจา และความรู้สึกทางจิตใจ จะมีคำว่า  การ  และ  ความ  นำหน้า เช่น การพูด  การต่อสู้  ความอดทน  ความสามัคคี
หน้าที่ของคำนาม  มีดังนี้คือ
๑.  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  เช่น
                   - ประกอบชอบอ่านหนังสือ                   -  ตำรวจจับผู้ร้าย
๒.  ทำหน้าที่เป็นกรรมหรือผู้ถูกกระทำ  เช่น
                  -  วารีอ่านจดหมาย                               -  พ่อตีสุนัข
๓.  ทำหน้าที่ขยายนาม  เพื่อทำให้นามที่ถูกขยายชัดเจนขึ้น  เช่น
                  -  สมศรีเป็นข้าราชการครู         -  นายสมศักดิ์ทนายความฟ้องนายปัญญาพ่อค้า
๔.ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์หรือส่วนเติมเต็ม  เช่น
                  -  ศรรามเป็นทหาร                             -  เขาเป็นตำรวจแต่น้องสาวเป็นพยาบาล
๕.  ใช้ตามหลังคำบุพบทเพื่อทำหน้าที่บอกสถานที่  หรือขยายกริยาให้มีเนื้อความบอกสถานที่ชัดเจนขี้น  เช่น
                  -  คุณแม่ของเด็กหญิงสายฝนเป็นครู      -  นักเรียนไปที่โรงเรียน
๖.  ใช้บอกเวลาโดยขยายคำกริยาหรือคำนามอื่น เช่น
                  -  คุณพ่อจะไปเชียงใหม่วันเสาร์             -  เขาชอบมาตอนกลางวัน
๗.  ใช้เป็นคำเรียกขานได้  เช่น
                  -  น้ำฝน  ช่วยหยิบปากกาให้ครูทีซิ         -  ตำรวจ  ช่วยฉันด้วย



ขอบคุณ : ครูวรรณดี พลเยี่ยม
โรงเรียนบ้านพุขาม
สพท.เพชรบูรณ์ เขต 3

อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง (เรื่องย่อ)

ถอดคำประพันธ์จากเรื่องย่ออิเหนา  ตอนศึกกะหมังกุหนิง

        ท้าวกะหมังกุหนิง ส่งราชทูตไปสู่ขอนางบุษบา ที่เมืองดาหา ซึ่งก็รู้คำตอบภายในว่าอาจไม่ได้นางบุษบา 
เนื่องจากท้าวดาหายกให้เป็นตุนาหงันกับจรกาแล้ว จึงสั่งให้บรรดาเมืองขึ้นใหญ่น้อย ยกทัพมาสมทกันที่เมืองกะหมังกุหนิง
(ตุนาหงัน หมายถึงคู่หมั้น)

อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง   คำกลอนตอนที่เรียนนี้เริ่มจาก 
  
         เมื่อเมืองขึ้นยกทัพมาถึงเมืองกะหมังกุหนิงท้าวกะหมังกุหนิงออกมต้อนรับ พระอนุชาของท้าวกะหมังกุหนิง ทั้ง ๒ พระองค์
คือ ระตูปาหยัง และระตูประหมัน ก็ยกทัพมา  เมื่อทั้งสองรู้ถึงสาเหตุที่ท้าวกะหมังกุหนิงจะยกทัพไปแย่งชิงนางบุษบา
ก็ทรงห้ามปราม โดยให้เหตุผลว่า พระธิดาที่สวย ใช่จะมีแต่พระธิดาของท้าวดาหา  เมืองอื่นก็มี  และอีกประการหนึ่ง
เมืองดาหาเป็นเมืองใหญ่ วงศ์อสัญแดหวา มีเมืองพี่เมืองน้องที่เก่งกล้า   ถ้าทำศึกกับเมืองดาหา ก็เท่ากับทำศึกกับวงศ์อสัญแดหวา ซึ่งเปรียบดังแสงอาทิตย์ ส่วนเมืองกะหมังกุหนิงเปรียบเหมือนหิ่งห้อย      แต่ท้าวกะหมังกุหนิงไม่เชื่อพระอนุชา
ทั้งสอง เพราะรักลูก เกรงว่าถ้าวิหยาสะกำ จะตายเพราะตรอมใจถ้าไม่ได้นางบุษบา ซึ่งถ้าหากวิหยาสะกำตาย
ท้าวกะหมังกุหนิงก็คงต้องตายด้วย เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ต้องตายเพราะลูก

         ฝ่ายราชทูตที่ไปสู่ขอนางบุษบา  ได้ส่งพระราชสารของท้าวกะหมังกุหนิงให้ท้าวดาหา เมื่อท้าวดาหาทรงทราบใจความของในพระราชสาร ก็ตอบปฏิเสธไป เนื่องจากได้ตกลงให้นางบุษบาเป็นตุนาหงันกับจรกาไปแล้ว  และบรรดาข้าวของ-
เครื่องราชบรรณาการที่ท้าวกะหมังกุหนิงส่งมาก็ไม่ขอรับ  ราชทูตได้แจ้งเตือนให้ท้าวดาหาทราบว่า ท้าวกะหมังกุหนิงจะยก
กองทัพมาแย่งชิงนางบุษบา

        เมื่อราชทูตของเมืองกะหมังกุหนิงกลับไปแล้ว ท้าวดาหาก็ให้ทหารไปแจ้งข่าวพระเชษฐา ก็คือท้าวกุเรปัน และพระอนุชา
ทั้งสอง   ก็คือท้าวสิงหัดส่าหรี  และท้าวกาหลัง  นอกจากนี้ยังแจ้งไปยังเมืองของจรกา ให้ยกทัพมาช่วยรบโดยเร็ว
เมืองกุเรปัน เมื่อรู้ข่าวศึก ก็กังวลพระทัยมาก เนื่องจากอิเหนาอยู่กับนางจินตหราที่เมืองหมันหยาจึงสั่งให้แต่งจดหมายขึ้น มา ๒ ฉบับ  ส่งไปเมืองหมันหยา  ให้อิเหนา ๑ ฉบับ และให้ท้าวหมันหยา ๑ ฉบับ ให้เดินทางภายใน  ๑๕ คืน 
แล้วก็สั่งให้กะหรัดตะปาตี (เป็นโอรสที่เกิด มะเดหวี มเหสีลำดับที่ ๒ มีศักดิ์เป็นพี่ของอิเหนา)ยกทัพไปสมทบกับทัพของอิเหนา
ที่จะยกมาจากเมืองหมันหยา โดยให้ยกทัพไปคอยที่ทางร่วมจะไปเมืองดาหา

         ฝ่ายเมืองกาหลัง ไม่มีพระโอรส จึงมอบหมายให้เสนาผู้ใหญ่ ตำแหน่ง ตำมะหงง กับ ดะหมัง เร่งยกทัพไปช่วย
เมืองดาหา  ระหว่างทาง ตำมะหงงกับดะหมัง ได้พบกับทัพของสุหรานากง  ที่มาจากเมืองสิงหัดส่าหรี  จึงสมทบทัพ
เดินทางมาพร้อมกัน

         กล่าวฝ่ายราชทูตเมืองกะหมังกุหนิง เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองก็ไปเฝ้าท้าวกะหมังกุหนิง แล้วทูลเล่าเรื่องที่ไปเมืองดาหา
ให้ท้าวกะหมังกุหนิงฟังทุกประการ   ท้าวกะหมังกุหนิงโกรธแค้นที่ท้าวดาหาไม่ยอมยกพระธิดาให้จึงสึ่งให้จัดเตรียมทัพจะยกไป
ในวันรุ่งขึ้น   โดยกำหนดให้วิหยาสะกำเป็นทัพหน้า  ระตูปาหยังกับระตูประหมันเป็นทัพหลัง
ส่วนท้าวกะหมังกุหนิงเป็นจอมทัพหรือแม่ทัพทัพหลวง    ได้ปรึกษาพระโหราก่อนเคลื่อนทัพ  โหรทำนายว่า
       
 “เทียบดูดวงชะตาของทรงยศ      กับโอรสถึงฆาตชันษา…” หมายถึง  ท้าวกะหมังกุหนิงกับ วิหยาสะกำ  ชะตาขาด
        “จึงทูลว่าถ้ายกวันพรุ่งนี้              จะเสียชัยไพรีเป็นแม่นมั่น”    โหรบอบว่า  หากยกทัพพรุ่งนี้ แพ้แน่นอน
         “งดอยู่อย่าเสด็จสักเจ็ดวัน          ถ้าพ้นนั้นก็เห็นไม่เป็นไร”   ให้งดการศึกษาก่อน ๗ วัน แล้วค่อยมาหาฤกษ์ใหม่

        ท้าวกะหมังกุหนิงพิเคราะห์ดูแล้วก็ไม่ทำตามคำของโหร   เนื่องจากสั่งทหารจัดทัพ เตรียมเดินทางแล้ว เมื่อได้ตรัสไปแล้ว
ก็ต้องทำตามเกรงทหาจะดูหมิ่นได้  ประการที่สองถ้ายกทัพไปช้า  เมืองต่างๆ ที่จะมาช่วยเมืองดาหา อาจเดินทางมาถึงก่อน
การทำสงครามก็จะยากกว่าเดิม และประการสุดท้ายให้เป็นเรื่องของเวรกรรม แล้วก็สั่งเดินทัพ   โดยมีวิหยาสะกำเป็นทัพหน้า
เดินทางได้ ๑๐ วันก็ถึงเขตเมืองดาหา ท้าวกะหมังกุหนิงสั่งให้จัดทัพเป็นรูปนาคนาม  มีภูมิประเทศมีลำธารน้ำ และมีต้นไม้ใหญ่  สั่งให้ทหารสอดแนมข่าวศึก

        ท้าวดาหาพอทราบข่าวว่าข้าศึกยกมา สั่งให้ปะหรัดกะติกา(โอรสของท้าวดาหากับลิกู)เตรียมป้องกันเมือง
ไม่นานนักกองทัพของสุหรานากงที่มาจากเมืองสิงหัดส่าหรี และทัพของเมืองกาหลังที่มีตำมะหงงกับดะหมัง  คุมทัพมา ก็มาถึงเมืองดาหา สุหรานากง ตำมะหงง และดะหมัง เข้าไปเฝ้าเท้าดาหา ท้าวดาหาตรัสถามถึงเมืองกุเรปันว่าส่งใครมาช่วย
สุหรานากงแจ้งว่าให้กะหรัดตะปาตียกทัพมาสบทบทัพอิเหนายกมาช่วย  ท้าวดาหาไม่เชื่อเนื่องจากน้อยใจที่อิเหนาปฏิเสธ
การแต่งงาน   จนทำให้เกิดศึก  พร้อมกับสังให้สุรานากงตั้งรับอยู่ในพระนคร

         ฝ่ายดะหมังเมืองกุเรปันถึงหนังสือของท้าวกุเรปันไปถึงเมืองหมันหยา และนำจดหมายไปส่งให้อิเหนา
อิเหนาเปิดจดหมายอ่านทันที

              ในลักษณะนั้นวาปัจจามิตร             มาตั้งติดดาหากรุงใหญ่
          จงเร่งรีบรี้พลสกลไกร                       ไปช่วยชิงชัยให้ทันที
          ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว                แต่เขารู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่
          อันองค์ท้าวดาหาธิบดี                      นั้นมิใช่อาหรือว่าไร
          มาตรแม้นเสียเมืองดาหา                   จะพลอยอายขายหน้าหรือหาไม่
         ซึ่งเกิดศึกสาเหตุเภทภัย                     ก็เพราะใครทำความไว้งามพักตร์
         ครั้งหนึ่งก็ให้เสียวาจา                       อายชาวดาหาอาณาจักร
         ครั้งนี้เร่งคิดดูจงนัก                          จะซ้ำให้เสียศักดิ์ก็ตามที
         แม้มิยกพลไกลไปช่วย                      เราม้วยก็อย่ามีดูผี
         อย่าดูทั้งเปลวอัคคี                          แต่นี้ขาดกันจนบรรลัย

        เมื่ออิเหนาอ่านสารของท้าวกุเรปันจบ ก็ครุ่นคิดว่าบุษบาจะสวยงามปานใด
กษัตริย์เมืองต่างๆ จึงจะต้องมาตายเพราะแย่งชิงนาง ถ้าสวยเหมือนจินตหรา
ก็น่าเอาชีวิตเข้าแลก  จึงแจ้งแก่ดะหมังว่า อีก ๗ วันจะยกทัพไป  ดะหมังจึงเชิญให้รีบยกทัพ
ไปก่อน เพราะอาจเสียงการ  ถ้าไปช้า
 
        ส่วนจดหมายอีกฉบับดะหมังนำไปส่งให้ท้าวหมันหยา 
ใจความจดหมายของท้าวกุเรปันถึงท้าวหมันหยาดังนี้
                
    ในลักษณ์อัษรสารา                  ว่าระตูหมันหยาเป็นผู้ใหญ่
            มีราชธิดายาใจ                               แกล้งให้แต่งตัวไว้ชั่วชาย
            จนลูกเราร้างคู่ตุนาหงัน                     ไปหลงรักผูกพันมั่นหมาย
            จะให้ชิงผัวเขาเอาเด็ดดาย                 ช่างไม่อายไพร่ฟ้าประชาชน
            บัดนี้ศึกประชิดติดดาหา                     กิจจาลือแจ้งทุกแห่งหน
            เสียงานการวิวาห์จลาจล                    ต่างคนต่างข้องหมองใจ
            การสงครามครั้งนี้มิไปช่วย                  ยังเห็นชอบด้วยหรือไฉน
            จะตัดวงศ์ตัดญาติให้ขาดไป                 ก็ตามแต่น้ำใจจะเห็นดี

         เมื่ออ่านจดหมายจบ ท้าวหมันหยาจึงบอกกับอิเหนาให้รีบยกทัพไปเมืองดาหา
ให้เอาระเด่นดาหยน(เป็นโอรสของท้าวหมันหยากับมะเดหวี)คุมทัพเมืองหมันหยาไปช่วยด้วย
ให้รีบยกทัพไปแต่พรุ่งนี้
        อิเหนาเข้าไปลานางจินตะหรา แต่นางจินตะหราไม่เชื่อ คิดว่าอิเหนาจะหาเหตุ
ไปหานางบุษบาที่เมืองดาหาจึงตัดพ้อต่อว่าด้วยความแค้นใจ น้อยใจ
                                    
…..แล้วว่าอนิจจาความรัก   พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล
                                         ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป  ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา…

        แต่เมื่ออิเหนายืนยันหนักแน่น  พร้อมทั้งนำจดหมายจากพระบิดามายืนยัน
นางจินตะหราจึงยอมเชื่อและอนุญาตให้ไปอิเหนาจึงฝากให้ช่วยดูแลนางมาหยารัศมี 
และนางสะการะวาตี มเหสีอีกสองคนด้วย ส่วนสังคามาระตา พระอนุชาของนางมาหยารัศมี
อิเหนานำไปด้วยเพราะรักและเอ็นดูเหมือนน้องชาย

         อิเหนาพร้อมระเด่นดาหยน และสังคามาระตา เดินทัพมาพบกับกะหรัดตะปาตี
ซึ่งยกทัพมาคอยอยู่ก่อนแล้วจึงสบทบทัพและมั่งหน้าไปเมืองดาหา ระหว่างทางอิเหนา
ก็เฝ้าคิดถึงนางทั้งสาม (ดังบทท่องจำที่ท่องกันนั้น)  
         เมื่อเดินทางเข้าเขตกรุงดาหา
อิเหนาสั่งให้ตั้งทัพเป็นรูปครุฑนาม ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขา และมีทุ่งโล่ง  แล้วสั่งให้ตำมะหงง  เข้าไปแจ้งข่าวกับท้าวดาหาแทน  
ตำมะหงงเข้าเฝ้าท้าวดาหา ท้าวดาหาตรัสช่วนให้อิเหนาเข้าไปพัก
ในเมืองดาหา   ตำมะหงงแจ้งว่า อิเหนามีความผิดของทำงานแก้ตัวก่อน
ท้าวดาหาแจงให้สุหรานากงทราบว่าอิเหนาเดินทาง
มาถึงแล้วพร้อมกับ  กะหรัดตะปาตี ตามที่สุหรานากงบอกไว้แต่แรก   สุหรานากงจึงยกทัพ
ออกจากเมืองดาหาเพื่อมาสบทบกับทัพของอิเหนาที่นอกเมือง
         ท้าวกะหมังกุหนิง ให้ทหารไปสอดแนม  ทหารสอดแนมมาแจ้งว่ามีกองทัพใหญ่ยกมา และมีทัพออกจากเมืองดาหามาสบทบ จึงคาดว่า ทัพใหญ่ที่ยกมาเป็นทัพของจรกา
ทัพที่มาสมทบเป็นทัพของเมืองดาหาจึงมิได้กลัว 
บัญชาให้ทหาเตรียมพร้อมจะยกเข้าประจัญ
วันพรุ่งนี้

            ครั้งรุ่งเช้ากษัตริย์ทั้ง ๕ ได้แก่  อิเหนา   กะหรัดตะปาตี  ระเด่นดาหยน  
สังคามาระตา และสุหรานากง
ก็เตรียมพร้อมที่จะประจัญกับข้าศึก  เมื่อกองหน้าปะทะกัน 
สังคามาระตาจึงขับม้าบุกเข้าไปแต่ผู้เดียว อิเหนาเห็นว่ายังเด็ก และไม่มีประสบการณ์จึงชวน
ทุกคนตามไป  พบกับท้าวกะหมังกุหนิง   ท้าวกะหมังกุหนิงจึงถามหาจรกา 
         
ครั้นอิเหนาบอกให้ทราบ  ท้าวกะหมังกุหนิงก็พยายามหว่านล้อมให้อิเหนายกทัพกลับ
จนอิเหนาท้าทายทำให้วิหยาสะกำ ต้องออกรับแทนท้าวกะหมังกุหนิง  และสังคามาระตา
จึงขออิเหนาสู้กับวิหยาสะกำ  อิเหนาอนุญาตและห้ามลงจากหลังม้า ให้ใช้ทวนเอาชนะให้ได้   สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำด้วยทวน ท้าวกะหมังกุหนิงเห็นพระโอรสตายด้วยฝีมีของ
สังคามาระตาก็ขับม้าเข้าไล่ล่าสังคามาระตา แต่อิเหนาเข้าไปขัดขว้างแล้วเกิดการต่อสู้ระหว่างอิเหนากับท้าวกะหมังกุ หนิง   อิเหนาสังหารท้าวกะหมังกุหนิงด้วยกริช ที่องค์ประตาระกาหราประทานให้

         กองทัพท้าวกะหมังกุหนิงแตก  พระอนุชาทั้งสองของท้าวกะหมังกุหนิง ระตูปาหยังและระตูประหมัน เข้าเฝ้า
เพื่อทูลขอเป็นเมืองขึ้น อิเหนาอนุญาตให้พระศพกลับไปทำพิธีที่บ้านเมือง  แล้วเดินไปดูศพของวิหยาสะกำ
                    ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร        องอาจดังไกรสรสีห์
            สองระตูตามเสด็จจรลี                     ไปที่วิหยาสะกำตาย
            มาเห็นศพทอดทิ้งกลิ้งอยู่                  พระพินิจพิศดูแล้วใจหาย
            หนุ่มน้อยโสภาน่าเสียดาย                 ควรจะนับว่าชายโฉมยง
            ทนต์แดงดังแสงทับทิม                   เพริศพริ้มเพรารับกับขนง
            เกศาปลายงอนงามทรง                  เอวองค์สารพัดไม่ขัดตา
           
กระนี้หรือบิดามิพิศวาส                    จนพินาศด้วยโอรสา
            แม้ว่าระตูจรกา                             งามเหมือนวิหยาสะกำนี้
            จะมิได้ร้อนรนด้วยปนศักดิ์                น่ารักรูปทรงส่งศรี
            ตรัสแล้วลีลาขึ้นพาชี                      กลับไปยังที่พลับพลาพลัน

                                       อ่านเรื่องย่ออิเหนาทั้้งเรื่อง

                                       


ขอขอบคุณ : นางเพลินพิศ สุพพัตกุล
โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม
สพท. บุรีรัมย์ เขต2

การผันวรรณยุกต์

การผันวรรณยุกต์ภาษาไทย






แนวการจัดการเรียนการสอนการอ่านแจกลูกและสะกดคำ

แนวการจัดการเรียนการสอนการอ่านแจกลูกและสะกดคำ






วิธี-การแจกลูกและสะกดคำ

วิธี-การแจกลูกและสะกดคำ
      เป็นทักษะเบื้องต้นของ การอ่าน






หลักภาษาไทย สระ พยางค์ อักษรไทย

เสียงในภาษาหมายถึงเสียงที่มนุษย์เปล่งออกมาเพื่อสื่อความหมายสื่อความเข้าใจ ติดต่อสื่อสาร

ในภาษาไทยมีตัวอักษรที่ใช้แทนเสียง ๓ ชนิด ได้แก่ สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์


อักษรไทย

อักษรไทย มี 44 ตัว คือ
อักษรกลาง
9 ตัว
อักษรสูง
11 ตัว

ต่ำคู่ มีเสียงคู่
อักษรสูง 14 ตัว

 

ต่ำเดี่ยว
(ไร้คู่)
10 ตัว
1.ไก่ 1.ผี 1พ 2 ภ 1. งู
2.จิก 2.ฝาก 3 ฟ 2. ใหญ่
3.เด็ก 3-4ถุง ถ ฐ 4 ฑ 5ฒ 6 ท 7ธ 3.นอน
4.ตาย 5-6. ข้าว ข ฃ 8 ค 9 ฅ 10 ฆ 4. อยู่
5.เด็ก 7-9 สาร ศ ษ ส 11 ซ 5.
6.ตาย 10 ให้ 12 ฮ 6. ริม
7.บน 11 ฉัน 13 ช 14 ฌ 7. วัด
8.ปาก อักษรสูง กับอักษรต่ำคู่ันวรรณยุกต์
ร่วมกันจะได้เสียงวรรณยุกต์ครบ 5 เสียง
8. โม
  9.โอ่ง 9. ฬี
อักษรกลางคำเป็นผันวรรณยุกต์ได้ครบทั้ง 5 เสียง     10 โลก

 

พยัญชนะไทย มี ๔๔ รูป ๒๑ เสียง

เสียง รูป
. ก
๒. ข
๓. ง
๔. จ
๕. ช
๖.ซ
๗.ย
๘.ด
๙.ต
๑๐. ท
๑๑.น
๑๒. บ
๑๓.

๑๔.

๑๕.

๑๖.

๑๗.ร
๑๘.ล
๑๙.ว
๒๐.ฮ
๒๑.อ

ข ค ฅ ฆ


ช ฉ ฌ
ซ ศ ษ ส
ญ ย
ด ฎ
ต ฏ
ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ
น ณ


พ ผ ภ
ฝ ฟ


ล ฬ

ฮ ห


หน้าที่ของพยัญชนะ

๑. เป็นพยัญชนะต้น า เป็สัตว์ ใกล้สูพันธ์
ก ป ส กล ส พ เป็นพยัญชนะต้น
๒. เป็นพยัญชนะท้ายพยางค์(ตัวสะกด) เกิเป็ชาหมารันี้หนั
อักษรที่ขีดเส้นใต้เป็นพยัญชนะท้ายพยางค์หรือตัวสะกด
๓. เป็นอักษรควบ (ควบแท้และ ไม่แท้) ควบแท้ พลาดพลั้ครั้คราว กราวกรู ครูคลุ้คลั่ขวักไขว่
ควบไม่แท้ศร้สร้อย ศรี จริ

ที่เรียกว่าควบแท้เพราะออกเสียงอักษรทั้งสองตัวพร้อมกัน
ที่เรียกควบไม่แท้เพราะไม่ได้ออกเสียงตัวที่ควบด้วย กล่าวคือ
ไม่ได้ออกเสียง ร นั่นเอง
๔. เป็นอักษรนำ-อักษรตาม ตลาด ต อักษรกลาง นำ ล อักษรต่ำ ออกเสียงวรรณยุกต์ตาม ต
สนาม ส อักษรสูง นำ น อักษรต่ำ ออกเสียงวรรณยุกต์ตาม ส
ผลิต ผ อักษรสูงนำ ล อักษรต่ำ ออกเสียงวรรณยุกต์ตาม ผ
อย่า อยู่ อย่าง อยาก อ อักษรกลาง นำ ย อักษรต่ำ ออกเสียง
วรรณยุกต์ตาม อ
หรู หรา ห อักษรสูง นำ ร อักษรต่ำ ออกเสียงวรรณยุกต์ตาม ห
หญิง หญ้า ใหญ่ ห อักษรสูง นำ ญอักษรต่ำ ออกเสียง
วรรณยุกต์ตาม ห
๕. เป็นสระ (อ ว ย ร รรค์ รร ทำหน้าที่แทนวิสรรชนีย์ หรือสระอะ
น ว เป็นสระอัวลดรูป
เสี ย เป็นส่วนประกอบของสระเอีย
เสือ มือ อ เป็นสระ และเป็นส่วนหนึ่งของสระ
๖. เป็นตัวการันต์ จันทร์ (ทร์ เป็นตัวการันต์ ลักษณ์ ษณ์ เป็นตัวการันต์
ศิลป์ ป์ เป็นตัวการันต์


อักษรนำ

อักษรควบ

ตัวอย่างคำอักษรนำ-อักษรตาม
ขยะขยาดตลาดเสนอ.........ฉลาดเสมอเฉลิมไฉน
สนิมสนองฉลองไสว..........เถลไถลหวาดหวั่นแสวง
อย่าอยู่อย่างอยากเผยอ..........ตลิ่งตลบเสนอถลอกแถลง
จมูกถนัดขยะแขยง...............สวะสวิงหน่ายแหนงขยับขยาย
หรูหราหรุบหรับ(สา)หร่าย... สลับสลายเสนาะสนุกสนาน
สลิดเสลดสลัดสมาน .. ห
หวังหลอกเหลนหลานหลากหลาย


ตัวอย่างคำอักษรควบแท้และไม่แท้
กราดเกรี้ยวเกลียวคลื่นคล้าย
ปลุกปลอบควายคลายโกรธเกรี้ยว
ตรวจตรากล้าจริงเพรียว
ขวักไขว่คว่ำกล้ำกลบคลอง
ทรายเศร้าเคล้าคลึงศรี
ทราบโทรมตรีปลีกล้วยพร่อง
ครึ้มครึกตริตรึกตรอง
เปล่าพลิกกลองแปรเปลี่ยนแปลง

 

รูปสระ

สระในภาษาไทยมี ๒๑ รูป

รูปสระ ชื่อ รูปสระ ชื่อ
๑.ะ วิสรรชนีย์ ๑๒.ใ ไม้ม้วน
๒.อั ไม้หันอากาศ ๑๓.ไ ไม้มลาย
๓.อ็ ไม้ไต่คู้ ๑๔.โ ไม้โอ
๔.า ลากข้าง ๑๕.อ ตัว ออ
๕.อิ พินทุ์อิ ๑๖.ย ตัว ยอ
๖.' ฝนทอง ๑๗.ว ตัว วอ
๗.อํ นิคหิตหรือหยาดน้ำค้าง ๑๘.ฤ ตัว รึ
๘." ฟันหนู ๑๙.ฤๅ ตัว รือ
๙.อุ ตีนเหยียด ๒๐.ฦ ตัว ลึ
๑๐.อู ตีนคู้ ๒๑.ฦๅ ตัวลือ
๑๑.เ ไม้หน้า    

การประสมรูปสระ

สระรูปเดียวได้แก่ ะ อั อ็ า อิ อุ อู เ ใ ไ โ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ
สระ ๒ รูปได้แก่    
เสียงสระ เกิดจาก รูปสระ
อี

เกิดจาก

พินทุ์อิ + ฝนทอง
อึ

เกิดจาก

พินทุ์อิ + หยาดน้ำค้าง (นฤคหิต)
อื

เกิดจาก

พินทุ์อิ + ฟันหนู
เ-ะ

เกิดจาก

ไม้หน้า + วิสรรชนีย์
เอ็-

เกิดจาก

ไม้หน้า + ไม้ไต่คู้
แอ

เกิดจาก

ไม้หน้า + ไม้หน้า
โ-ะ

เกิดจาก

ไม้โอ + วิสรรชนีย์
เ-อ

เกิดจาก

ไม้หน้า + ตัว อ
อัว

เกิดจาก

ไม้หันอากาศ + ตัว ว
-ำ

เกิดจาก

หยาดน้ำค้าง + ลากข้าง
เ-า

เกิดจาก

ไม้หน้า + ลากข้าง
สระ ๓ รูปได้ แก่    
เสียงสระ เกิดจาก รูปสระ
แ-ะ

เกิดจาก

ไม้หน้า+ไม้หน้า + วิสรรชนีย์
อัวะ

เกิดจาก

ไม้หันอากาศ+ ตัว ว + วิสรรชนีย์
เ-อะ

เกิดจาก

ไม้หน้า + ตัว อ + วิสรรชนีย์
เ-าะ

เกิดจาก

ไม้หน้า + ลากข้าง + วิสรรชนีย์
สระ ๔ รูปได้แก่    
เอีย

เกิดจาก

ไม้หน้า + พินทุ์อิ + ฝนทอง+ตัว ย
เอือ

เกิดจาก

ไม้หน้า + พินทุ์อิ + ฟันหนู+ตัว อ
สระ ๕ รูปได้แก่    
เอียะ

เกิดจาก

ไม้หน้า + พินทุ์อิ + ฝนทอง+ตัว ย+ วิสรรชนีย์
เอือะ

เกิดจาก

ไม้หน้า + พินทุ์อิ + ฟันหนู+ตัว อ + วิสรรชนีย์

สระมี ๓๒ เสียง

สระเดี่ยว
(สระที่เกิดจากการเคลื่อนไหว
ของลิ้นและริมฝีปาก
เพียงส่วนเดียว)
สระประสม
(สระที่เกิดจากการ เคลื่อนไหว
ของลิ้นทั้งส่วนหน้า - กลางและหลัง ทำให้รูปริมฝีกปาก
เปลี่ยนไป)
สระเกิน
(สระที่มีเสียงพยัญชนะ
ประสมอยู่)

๑. อะ ๑๙.. อัวะ ๒๕. อำ
๒. อา ๒๐. อัว ๒๖. ใอ
๓.อิ ๒๑. เอียะ ๒๗. ไอ
๔. อี ๒๒. เอีย ๒๘. เอา
๕. อึ ๒๓. เอือะ ๒๙. ฤ
๖. อือ(เมื่อใช้สระอือ ต้องมี อ ตามหลัง) ๒๔. เอือ ๓๐. ฤๅ
๗.อุ   ๓๑. ฦ
๘. อู   ๓๒. ฦา
๙. เอะ    
๑๐. เอ    
๑๑. แอะ    
๑๒. แอ    
๑๓. โอะ    
๑๔. โอ    
๑๕. เอาะ    
๑๖.ออ    
๑๗. เออะ    
๑๘. เออ    

สระในรูปแบบต่าง ๆ

รร ( ร หัน) อ, ว, และ ย สระลดรูป สระเปลี่ยนรูป
รร (ร หัน) ใช้แทน
สระอะ ได้ มักพบใน
คำที่มาจากภาษาอื่น
เช่นภาษาสันสกฤต
หรือภาษาเขมร
เช่น
บรรทม บรรทัด บรรเทา
บรรเทิง บรรจบ กรรไกร
สรรค์ สรร จำนรรจ์
ครรไล

อ, ว , และ ย
เป็นได้ทั้ง สระและ
พยัญชนะ เช่น
อ เป็นสระเช่น
ขอ, มือ, เสือ, เธอ ฯลฯ
ว เป็น สระ เช่น
กลัว, บัว มั่ว ฯลฯ
ย เป็นสระ เช่น
เสีย, เพียะ ฯลฯ



บ่ได้ (บ่อ ลดรูป อ)
ณ โอกาสนี้
(ณะ ลด วิสรรชนีย์ ะ)
นก คน จน ครบ ฯลฯ
(ลดรูปสระโ-ะ)
ก็ (ลดรูป สระเอาะ)
ขืน (ลดตัว อ มาจาก
ขือ+น)




สังข์ รัก กัน ลับ
(เกิดจาก สะ+ง, ระ+ง
กะ+น, ละ+บ
เปลี่ยนรูปวิสรรชนีย์ ะ
เป็นไม้ผัด หรือไม้หัน
อากาศ)
เป็ด เห็น แข็ง
(ป+เ-ะ+ด เป็ด เปลี่ยนวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้)
เดิน (เดอ+น เปลี่ยน อ เป็นพินทุ์อิ)
เพชร (เพะ+ช เปลี่ยน วิสรรชนีย์ เป็นไม้ไต่คู้)

เห็น (เหะ+น เปลี่ยน
วิสรรชนีย์ เป็นไม้ไต่คู้)
แข็ง (แขะ+ง เปลี่ยน
วิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้)


การวางตำแหน่งสระ

หน้าพยัญชนะ
ต้น
หลัง
พยัญชนะต้น
หน้า + หลัง
พยัญชนะต้น
บน
พยัญชนะต้น
หน้า+บน+หลัง
พยัญชนะต้น
ล่าง
พยัญชนะต้น
ตัวอย่างเช่น
เปล แต่ โธ่

ตัวอย่างเช่น
ตา จ๋า


ตัวอย่างเช่น
เขา เตะ เบาะ
เลอะเทอะ

ดี
ถึง
หรือ (บน+หลัง)
กลัว (บน+หลัง)

เสีย
เกลือ



สู่
คุณ



 

........สระไทยใช้หลายท่า
พยัญชนะดูแยบยล
เกิดพยางค์คำและความ
สื่อสารงานทั้งหลาย
ทั้งหลังหน้าใต้และบน
วรรณยุกต์ใช้ได้ความหมาย
เรียบเรียงตามคิดแยบคาย
ลุล่วงดีมีคุณอนันต์
อ.ฐะปะนีย์ นาครทรรพและคณะ

 

วรรณยุกต์
วรรณยุกต์มี ๔ รูป ๕ เสียง
ประโยชน์ของวรรณยุกต์ช่วยทำให้คำมีความหมายมากขึ้น แตกต่างจาก
ภาษาของชาติอื่น ๆ เช่น ปา ป่า ป้า ป๊า ป๋า (เสียงนี้มี ๔ ความหมาย กล่าวคือ
ปา หมายถึงขว้างปา
ป่า หมายถึงที่มีต้นไม้ภูเขา และสัตว์
ป้า หมายถึงพี่ของพ่อหรือแม่
ป๊าและป๋า หมายถึงพ่อในภาษาบางภาษา) ต่างจากภาษาอังกฤษ
ไม่ว่านักเรียนจะออกเสียง dog สูงต่ำอย่างไร ความหมายคงเดิม


การผันวรรณยุกต์

นักเรียนจะผันวรรณยุกต์ได้ดีหากนักเรียนจำอักษรไทยทั้ง 44 ตัวได้ จำอักษร 3 หมู่
และมีความเข้าใจเรื่องคำเป็นคำตาย นักเรียนสามารถนำความรู้ทั้ง 3 มาเป็นกฏเกณฑ์
ในการผันวรรณยุกต์ได้เป็นอย่างดี จงสังเกตตัวอย่างต่อไปนี้

อักษรไทย มี 44 ตัว คือ
อักษรกลาง
9 ตัว
อักษรสูง
11 ตัว

ต่ำคู่ มีเสียงคู่
อักษรสูง 14 ตัว

 

ต่ำเดี่ยว
(ไร้คู่)
10 ตัว
1.ไก่ 1.ผี 1พ 2 ภ 1. งู
2.จิก 2.ฝาก 3 ฟ 2. ใหญ่
3.เด็ก 3-4ถุง ถ ฐ 4 ฑ 5ฒ 6 ท 7ธ 3.นอน
4.ตาย 5-6. ข้าว ข ฃ 8 ค 9 ฅ 10 ฆ 4. อยู่
5.เด็ก 7-9 สาร ศ ษ ส 11 ซ 5.
6.ตาย 10 ให้ 12 ฮ 6. ริม
7.บน 11 ฉัน 13 ช 14 ฌ 7. วัด
8.ปาก อักษรสูง กับอักษรต่ำคู่ันวรรณยุกต์
ร่วมกันจะได้เสียงวรรณยุกต์ครบ 5 เสียง
8. โม
  9.โอ่ง 9. ฬี
อักษรกลางคำเป็นผันวรรณยุกต์ได้ครบทั้ง 5 เสียง     10 โลก


อักษร ๓ หมู่ (ไตรยางค์) เสียง สามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา หมายเหตุ
อักษรกลาง
ก จ ด ฎตฏ บ ป อ
คำเป็น
คำตาย


ปา


ป่า
กัด


ป้า
กั้ด


ป๊า
กั๊ด


ป๋า
กั๋ด
คำเป็นพื้นเสียงเป็น
เสียงสามัญ
คำตายพื้นเสียงเป็น
เสียงเอก
อักษรสูง
ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
คำเป็น
คำตาย



-
-

ข่า
ขัด

ข้า
ขั้ด

-
-

ขา
-
คำเป็นพื้นเสียงเป็น
เสียงจัตวา
คำตายพื้นเสียงเป็น
เสียงเอก
อักษรต่ำ
(อักษรที่เหลือ ๒๔ ตัว)
คำเป็น
คำตายเสียงยาว
คำตายเสียงสั้น


คา
-
-


-
-
-


ค่า
คาด
ค่ะ


ค้า
ค้าด
คะ

-
-
-
คำเป็นพื้นเสียงเป็น
เสียงสามัญ หากผัน
ร่วมกับอักษรสูงจะผัน
ได้ครบ ๕ เสียง เช่น
คา ข่า ค่า(ข้า) ค้า ขา

หลักภาษาไทย

หลักภาษาไทย

อักขระวิธี ได้แก่ อักษร แปลว่า ตัวหนังสือ
ลักษณะอักษร
เสียงในภาษาไทย มีอยู่ 3 อย่าง คือ
1. เสียงแท้ ได้แก่ สระ
2. เสียงแปร ได้แก่ พยัญชนะ
3. เสียงดนตรี ได้แก่ วรรณยุกต์

สระ
สระในภาษาไทย ประกอบด้วยรูปสระ 21 รูป และเสียงสระ 32 เสียง
พยัญชนะ
รูปพยัญชนะ มี 44 ตัว คือ
1. อักษรสูง มี 11 ตัว คือ ข ข ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
2. อักษรกลาง มี 9 ตัว ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
3. อักษรต่ำ มี 24 ตัว คือ
3.1 อักษรคู่ คืออักษรต่ำที่เป็นคู่กับอักษรสูง มี 14 ตัว คือ ค ค ฆ ช ฌ ซ ฑ ฒ ท ธ พ ภ ฟ ฮ
3.2 อักษรเดี่ยว คืออักษรต่ำที่ไม่มีอักษรสูงเป็นคู่กัน มี 10 ตัว คือ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ

วรรณยุกต์
วรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่
1. ไม้เอก
2. ไม้โท
3. ไม้ตรี
4. ไม้จัตวา

เสียงวรรณยุกต์ที่ใช้อยู่ในภาษาไทย มี 5 เสียง
1. เสียงสามัญ คือเสียงกลาง ๆ เช่น กา มา ทา เป็น ชน
2. เสียงเอก ก่า ข่า ป่า ดึก จมูก ตก หมด
3. เสียงโท เช่น ก้า ค่า ลาก พราก กลิ้ง สร้าง
4. เสียงตรี เช่น ก๊า ค้า ม้า ช้าง โน้ต มด
5. เสียงจัตวา เช่น ก๋า ขา หมา หลิว สวย หาม ปิ๋ว จิ๋ว

คำเป็นคำตาย

คำเป็น คือ คือเสียงที่ประสมทีฆสระ (สระเสียงยาว) ในแม่ ก กา เช่น กา กี กื กู

คำตาย คือ คือเสียงที่ประสมรัสสระ (สระเสียงสั้น) ในแม่ ก กา เช่น กะ กิ กุ

คำสนธิ คือ การต่อคำตั้งแต่สองคำขึ้นไปให้ติดเนื่องกัน โดยมีการเพิ่มสระในแทรกระหว่างคำหรือเพิ่มคำเพื่อติดต่อกันให้สนิท เช่น
ปิตุ + อิศ เป็น ปิตุเรศ
ธนู + อาคม เป็น ธันวาคม
มหา + อิสี เป็น มเหสี

คำ สมาส คือ การนำคำประสมตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปให้เป็นคำเดียวคำที่ใช้นำมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต เมื่อรวมกันแล้วความหมายเปลี่ยนไปก็มี, ความหมายคงเดิมก็มี เช่น
ราช + โอรส เป็น ราชโอรส
สุธา + รส เป็น สุธารส
คช + สาร เป็น คชสาร

คำ เป็น คือ พยางค์ทีประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา และพยางค์ที่มีตันสะกดใน แม่ กน กง กม เกย และสระ อำ ไอ ใอ เอา

คำตาย คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา กก กด กบ แต่ยกเว้นสระ อำ ไอ ใอ เอา

อักษรควบ คือพยัญชนะ 2 ตัว ควบกล้ำอยู่ในสระตัวเดียวกัน เช่น เพลา เขมา

อักษรควบแท้ คือคำที่ควบกับ ร ล ว เช่น ควาย ไล่ ขวิด ข้าง ขวา คว้า ขวาน มา ไล่ ขว้าง ควาย ไป
ควาย ขวาง วิ่ง วน ขวักไขว่ กวัดแกว่ง ขวาน ไล่ ล้ม คว่ำ ขวาง ควาย.

อักษร ควบไม่แท้ คือ อักษร 2 ตัวที่ควบกล้ำกันได้แก่ตัว ร แต่ออกเสียงเฉพาะตัวหน้าแต่ไม่ออกเสียง ร หรือบางตัวออกเสียงเปลี่ยนไปเป็นพยัญชนะอื่น
เช่น เศร้า ทราย จริง ไซร้ ปราศรัย สร้อย เสร็จ เสริม ทรง สร้าง สระ

อักษรนำ คือ พยัญชนะ 2 ตัวรวมอยู่ในสระเดียวกัน บางคำออก
เสียง ร่วมกันเช่น หนู หนอ หมอ หมี อย่า อยู่ อย่าง อยาก หรือบางคำออกเสียงเหมือน 2 พยางค์ เนื่องจากต้องออกเสียงพยัญชนะตัวหน้ารวมกับตัวหลัง แต่พยัญชนะ 2 ตัว นั้นประสมกันไม่สนิทจึงฟังดูคล้ายกับมีเสียงสระอะ ดังออกมาแผ่ว ๆ เช่น
กนก ขนม จรัส ไสว ฉมวก แถลง ฝรั่ง ผนวก

คำมูล คือ คำที่เราตั้งขึ้นเฉพาะคำเดียว เช่น ชน ตัก คน วัด หัด ขึ้น ขัด

คำประสม คือ การนำคำมูลมาประสมกันเป็นอีกคำหนึ่ง เช่น
แม่ + น้ำ = แม่น้ำ แปลว่า ทางน้ำไหล
หาง + เสือ = หางเสือ แปลว่า ที่บังคับเรือ
ลูก + น้ำ = ลูกน้ำ

พยางค์ คือ ส่วนหนึ่งของคำหรือหน่วยเสียงประกอบด้วยสระตัวเดียวจะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้ พยางค์หนึ่งมีส่วนประสมต่าง ๆ คือ
1. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ เช่น ตา ดี ไป นา
2. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด เช่น คน กิน ข้าว หรือพยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวการันต์ เช่น โลห์ เล่ห์
3. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด + ตัวการันต์ เช่น รักษ์ สิทธิ์ โรจน์
พยางค์แบบนี้เรียกว่า ประสม 5 ส่วน

วลี คือ กลุ่มคำที่เรียงติดต่อกันอย่างมีระเบียบ และมีความหมายเป็นที่รู้กัน เช่น

การเรียนหลักภาษาไทยมีประโยชน์มาก

ประโยค คือ กลุ่มคำที่นำมาเรียงเข้าด้วยกันแล้วมีใจความสมบูรณ์ เช่น
1. ประโยค 2 ส่วน ประธาน + กริยา
นก บิน
2. ประโยค 3 ส่วน ประธาน + กริยา + กรรม
ปลา กิน มด


การสะกดคำ การเขียนคำ

เป็น ข้อสอบที่ออกสอบทุกครั้งและออกสอบหลายข้อ ผู้สอบส่วนมากถ้าไม่เก่งภาษาไทยจริง ๆ มักเขียนผิดเสมอ ๆ เพราะไม่มีแนวหรือหลักในการจำ ยิ่งถ้าเจอคำหลายคำในตัวเลือกเดียวยิ่งลำบาก พาลจะกาข้อสอบมั่วให้เสร็จ เป็นอันตรายสำหรับการสอบแข่งขัน ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่จะช่วยจำและทำแบบทดสอบในสาระการสะกดและเขียนคำได้ (ควรท่องให้จำอย่างยิ่ง รับรองหน้านี้ มีข้อสอบไม่ต่ำกว่า 10 ข้อ
ข้อความต่อไปนี้ คัดมาจาก หนังสือ หลักภาษาไทย ของ อาจารย์ กำชัย ทองหล่อ ด้วยความเคารพยิ่ง
ก่อนอ่าน ก่อนจำ ก่อนสอบ หากจะระลึกถึงพระคุณของ อาจารย์กำชัย ทองหล่อ ด้วยก็จะช่วยให้เรามั่นใจในการทำข้อสอบมากยิ่งขึ้น

พยางค์ที่ออกเสียงสระ ออ ได้แก่ (นิรันดร จรลี ทรชน นรสิงห์ วรลักษณ์ หรดี บริวาร)

พยางค์ที่ออกเสียง อำ ได้แก่ (อมฤต อำมฤต อมหิต อมรินทร์)

พยางค์ที่ออกเสียง ใอ (ไม้ม้วน) นอกเหนือจาก 20 คำนี้ให้ใช้ สระ ไอ (ไม้มลาย)

1. ใช้สระไอ ไม้ม้วน มี 20 คำ คือ
(ใกล้ ใคร ใคร่ ใจ ใช่ ใช้ ใด ใต้ ใน ใบ ใบ้ ใฝ่ สะใภ้ ใส ใส่ ให้ ใหญ่ ใหม่ ใหล)

คำที่มี ญ สะกด มี 46 คำ คือ

ลำเค็ญครวญเข็ญใจ ควาญช้างไปหานงคราญ
เชิญขวัญเพ็ญสำราญ ผลาญรำคาญลาญระทม
เผอิญเผชิญหาญ เหรียญรำบาญอัญขยม
รบราญสราญชม ดอกอัญชันอัญเชิญเทอญ
ประจญประจัญบาน ผจญการกิจบังเอิญ
สำคัญหมั่นเจริญ ถือกุญแจรัญจวนใจ
รามัญมอญจำเริญ เขาสรรเสริญไม่จัญไร
ชำนาญชาญเกรียงไกร เร่งผจัญตามบัญชา
จรูญบำเพ็ญยิ่ง บำนาญสิ่งสะคราญตา
ประมวญชวนกันมา สูบกัญชาไม่ดีเลย.

การเขียน บัน และ บรร
คำไทยที่ใช้ บัน นำหน้า คำไทยที่ปรากฏนอกจากกลอนบทนี้นี้ให้ใช้ บรร

บันดาลลงบันได บันทึกให้ดูจงดี
รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
บันโดย บันโหยให้ บันเหินไปจากรวงรัง
บันทึงถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล
บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแต่งตน
คำ บัน นั้น ฉงน ระวังปน กับ ร - หัน.

ตัว ทร ที่ ออกเสียง ซ มีใช้อยู่ 17 คำ

ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี
มัทรี อินทรีย์มี เทริด นนทรี พุทราเพรา
ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา
ตัว ทร เหล่านี้เรา ออกสำเนียงเป็นเสียง ซ
คำไทยที่ใช้ จ สะกด
ตำรวจตรวจคนเท็จ เสร็จสำเร็จระเห็จไป
สมเด็จเสด็จไหน ตรวจตราไวดุจนายงาน
อำนาจอาจบำเหน็จ จรวดระเห็จเผด็จการ
ฉกาจรังเกียจวาน คนเกียจคร้านไม่สู้ดี
แก้วเก็จทำเก่งกาจ ประดุจชาติทรพี
โสรจสรงลงวารี กำเหน็จนี้ใช้ตัว จ.

คำที่ใช้ ช สะกด มีอยู่คำเดียว คือ กริช

คำที่ใช้ ร สะกด
กำธร จรรโจษ จรรโลง สรรเสริญ อรชร พรรลาย พรรเอิญ ควร ประยูร ระเมียร ละคร พรรดึก

คำไทยที่ใช้ ตัว ล สะกด เช่น
ตำบลยุบลสรวล ยลสำรวลนวลกำนัล
บันดาลในบันดล ค่ากำนลของกำนัล
ระบิลกบิลแบบ กลทางแคบเข้าเคียมคัล
ดลใจให้รางวัล ปีขาลบันเดินเมิลมอง.

คำไทยที่ใช้ ส สะกด เช่น จรัส จรส จำรัส ดำรัส ตรัส ตรัสรู้

คำไทยที่ใช้ ง สะกด ต่อไปนี้ไม่ต้องมี ค การันต์ (คำพวกนี้มักเขียนผิดบ่อย ๆ )
จำนง ชงโค ดำรง ธำรง ประมง ประโมง พะทำมะรง พะอง สะอาง สำอาง

การอ่านออกเสียง
ตัวอย่างการอ่านออกเสียง

กรณี = กะ - ระ - นี, กอ - ระ- นี
ปรปักษ์ = ปะ - ระ - ปัก, ปอ - ระ ปัก
กรกฎ = กอ - ระ - กด
ธรณี = ทอ - ระ - นี
มรณา = มอ - ระ - นา

คำ ที่มีตัวสะกดเป็นพยัญชนะวรรค และมีพยัญชนะที่ตัวตามซึ่งเรียกว่าตัวตามเป็นพยัญชนะวรรคด้วย หรือ เป็น ศ ษ ส มักไม่ต้องออกเสียง อะ ตามหลังตัวสะกด เช่น

อัปสร = อับ - สอน
สัปดาห์ = สับ - ดา

ถ้าตัวสะกด เป็น ย ร ล ว ศ ษ ส ให้ออกเสียง อะ ตาม หลัง เป็นเสียง อะ ไม่เต็ม เสียง เช่น

ไอยรา = ไอ - ยะ - รา
มารยาท = มา - ร - ยาด
กัลปาวสาน = กัน - ละ ปา - วะ - สาน
ศุลกากร = สุน - ละ - กา - กอน
บุษบา = บุด - สะ - บา
ศิษยานุศิษย์ = สิด - สะ - ยา - นุ - สิด
พิสดาร = พิด - สะ - ดาน
ทฤษฎ๊ = ทริด - สะ - ดี
แพศยา = แพด - สะ - หยา
ขนิษฐา = ขะ - นิด - ถา
สันนิษฐาน = สัน - นิด - ถาน
อธิษฐาน = อะ - ทิด - ถาน

คำที่มาจากภาษาบาลีบางคำ ก็ออกเสียง อะ ตามหลังตัวสะกด เป็นเสียงไม่เต็มมาตรา เช่น

ลัคนา = ลัก - ขะ - นา
อัคนี = อัก - คะ - นี
อาตมา = อาด - ตะ - มา
อาชยา = อาด - ชะ - ยา
ปรัชญา = ปรัด - ชะ - ยา

คำสมาส
คำสมาส คือคำที่มาจากบาลีสันสกฤต ตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป รวมกันเกิดเป็นคำใหม่ มีความหมายเนื่องกับคำเดิม เช่น

ราชการ (ราช + การ) = ราด - ชะ - กาน
จุลสาร (จุล + สาร) = จุล - ละ - สาน
สารคดี (สาร - คดี) = สา - ระ - คะ - ดี
ชาติภูมิ (ชาติ + ภูมิ) = ชาด - ติ พูม

มีคำสมาส บางคำไม่นิยม อ่านออกเสียงสระต่อเนื่องกัน เช่น
ธนบุรี = ทน - บุ - รี
สมุทรปราการ = สมุด - ปรา - กาน
ธาตุวิเคราะห์ = ทาด - วิ - เคราะ

คำสมาส ที่ออกเสียงได้ ทั้ง 2 อย่าง เช่น
เกตุมาลา = เกด - มา - ลา, เกด - ตุ - มา - ลา
ราชบุรี = ราด - บุ - รี , ราด - ชะ - บุ - รี
ประถมศึกษา = ประ - สึก - สา , ประ - มะ - สึก - สา
เพชรบุรี = เพ็ด - บุ - รี , เพ็ด - ชะ - บุ - รี

บางคำไม่ใช่คำสมาส แต่นิยมออกเสียงอย่างคำสมาส เช่น
เมรุมาศ = เม - รุ - มาด
มูลค่า = มูล - ละ - ค่า
คุณค่า = คุน - นะ - ค่า
ทุนทรัพย์ = ทุน - นะ - ซับ
พลเรือน = พน - ละ - เรือน

อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร

คำ - วิธีเขียน วิธีอ่าน 1 วิธีอ่าน 2 ความหมาย
เกษตรศาสตร์ กะ - เสด - ตระ - สาด - วิชาว่าด้วยเกษตรกรรม
เกษียน กะ - เสียน - ข้อความที่เขียนแทรก
เกษียณ กะ - เสียน - เกษียณอายุราชการ
เกียรติประวัติ เกียด - ติ - ประ - หวัด เกียด - ประวัติ -
ขยุกขยิก ขะ - หยุก - ขะ - หยิก - ไม่อยู่นิ่ง ๆ
คมนาคม คะ - มะ - นา - คม คม - มะ - นา - คม
คฤหัสถ์ คะ - รึ - หัด - ผู้ครองเรือน
คฤหาสน์ คะ- รึ - หาด - เรือนอันสง่าผ่าเผย

บทกลอนสอนลูก

โอ้ลูกน้อยร้อยชั่งฟังแม่ว่า                 กาลเวลาผ่านไปไม่รอหนู

อย่าเชื่องช้าตำราตั้งหน้าดู                     เอาอย่างครูผู้สอนสั้งตั้งใจดี

ให้รีบร้อนอย่านอนนานเกียจคร้านจับ          อย่าเผลอหลับคับในห้องมันหมองศีร

ช่วยแม่พ่อก่อการงานทางบ้านมี                ตื่นทั้งทีตีห้าน่าชมเอย

รูปแบบการเขียนตัวอักษร แบบอักษรไทย

รูปแบบการเขียนตัวอักษร แบบอักษรไทย

http://www.youtube.com/watch?v=yBD56uNhPok&feature=player_embedded#at=129


ภาพยัญชนะไทย


ภาพยัญชนะไทย สำหรับอนุบาล-ประถมต้น



หัวข้อที่มีทั้งหมดคือ 18 เรื่อง